OHM
The contents of this book are gleaned from the Pali Tipitaka and commentaries , the texts of Theravada Buddhism, which is lived and practiced today in Thailand.The teachings are over 2,500 years old.
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558
----------------------------------------------------------------------
5ส.ค.58 ครบรอบ 128 ปีรร.นายร้อย....
แก๊งค์ถั่งเฉ้า ในคราบรัฐบาลคสช. ทำพิธีฯ จะกล้าสบพระเนตรเสด็จพ่อร.๕ ใหม?
ขอให้สถาบันพระราชทานนี้ผลิต...นายทหารอาชีพรักษาอธิปไตยชาติเถิด
อย่าได้ผลิต...ขี้ข้านายทุนแอบเฉือนดินแดนไทยให้เขมรเลย...สาธุ!
ขออำนาจแห่งพระวิญญานของพระปิยมหาราชโปรดคุ้มครองดูแลไทย สาธุ!
(ไมสงวนสิทธิ์)
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970574006334066/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------
**ปชช.เอามั้ย....เราทำได้ดีกว่าทุกกลุ่มก้อนอื่นๆแน่นอน
++คสช.จะยอมใหม....คุณมีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการทำรัฐประหารเพื่อประเทศชาติปชช.อย่างจริงใจหรือเปล่า?
**กองทัพในส่วนที่ไม่ได้เป็นทาษของคสช. จะเห็นด้วยใหม?
**ปชช.ยังไม่เคยปฏิวัติประชาธิปไตย จัดทำรธน.กันเองอย่างแท้จริงเลย....ขอโอกาสให้ปชช.สักครั้งได้ใหม?
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/971713776220089/?type=1&theater
------------------------------------------------------------------------
พลเอกป้อม...เป็นผู้วางแผนสมคบกับเขมรบุกยึดดินแดนไทยตามคำสั่งทษ.
(1)ให้ เขมรยิงระเบิดไล่คนไทยชายแดนบริเวนหนองจาน+สระน้ำขุดของไทย....(2)ให้ชาว เขมรหนีภัยการเมืองเข้ามาอยู่แทนคนไทย.....(3)แก้ไขจัดทำแผนที่ประเทศไทย ใหม่ให้พื้นที่นั้นเป็นของเขมร (4)ไม่ให้คนไทยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเข้าทำกินในพื้นที่นั้น ทหารไม่ให้ความคุ้มครอง....เป็นเหตุให้คุณสมคิดถูกเขมรจับตัวในเขตแผ่นดิน ไทย....โทษอ้ายป้อมคือต้องถูกตัดคอฐานกบฎ....เพื่อนๆว่า คสช.จะรู้เรื่อง รู้เห็นเป็นใจใหม?
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/971393636252103/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
ตัณหา ความโลภ ความชั่ว เพียงเล็กน้อยดูเป็นเรื่องธรรมดา....
เสพย์อำนาจ รับเงินทองบ้างดูเป็นเรื่องปกติโดนกิเลสค่อยๆหลอกล่อ...
หลงละเลิงในลาภยศเกียรติเพลิดเพลิน ตกเป็นหนี้บุญคุณน้ำใจโจรอาญา..
กลายเป็นกิเลสสันดานหนามัวเมาเดินทางผิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัวในที่สุด..
ทำหน้าที่เพื่อครอบครัวได้ดี....แต่ทรยศต่ออาชีพหน้าที่ต่อปชช.ต่อสถาบัน...
ยิ่งใหญ่ปานนั้น....ใครเล่าจะสั่งสอนได้...โลภะ โทษะ โมหะ พาไปเป็นตัวโกงของละคอนโรงใหญ่....ใครเล่ากำกับการแสดง....
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970051143053019/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
แก๊งค์ ถั่งเฉ้า ในคราบรัฐบาลคสช. ตัวสืบทอดอำนาจของทษ.ระหว่างจัดทำรัฐธรรมนูญยึกๆยักๆ ก็สนับสนุนจัดทำโครงการทุนย์สามานย์ปิโตรเลียม เหมืองทอง โปแตซ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำลายที่เกษตร ข่มขู่ปชช. ทำลายสุขภาพชาวบ้านด้วยสารพิษที่ใช้แล้วตกค้างในดิน น้ำระบบนิเวศน์ แพร่เข้าพืชสัตว์ จนชาวบ้านเจ็บป่วยหมดทางรักษา หนี อพยพจนหมู่บ้านร้าง ม็อบต้านต่อสู้ น้องเรียน ร้องขอต่อส่วนราชการและรัฐบาล แต่แกล้งนำพาซื้อเวลาเพื่อปล่อยให้โครงการสามานย์ดำเนินการต่อไป......ทุกข์ ของปชช.ถูกจงใจสร้างขึ้นโดยขี้ข้าทษ.ทั้งนักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐภายใต้รัฐบาลคสช. จึงไร้การเหลียวแลอย่างจริงใจ จริจัง.....เวร!
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/969041279820672/?type=1&theater
*********************************************************
ขอแสดงความเศร้าใจกับคนไทยอย่างสุดซึ้ง
40 ปีมานี้...คนไทยได้รัฐบาลชั่วช้าสารเลวมาทุกรัฐบาล
ทำให้พวกเราต้องเหนื่อย เหนื่อย....ที่จะสู้กับพวกมัน
แต่เขาว่าปชช.เป็นคนอย่างไร....ก็จะเลือกรัฐบาลแบบนั้นมา....
รัฐบาลที่ถูกเลือกเข้ามา....คือกระจกสท้อนคุณภาพของปชช.
ทำให้ฉันต้องยอมรับ ชตากรรม.....สู้ต่อไป....
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/964816206909846/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
ในรัฐบาลนอมินี่ของทักษิน....
ปลัดกระทรวง รมต. นายกรมต. แกนนำนปช. แกนตจว. ไม่มีใครใหญ่กว่ากัน
ทักษินยิงคำสั่งตรงไปที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน จะให้ใครทำอะไร อย่างไร....
บาง ครั้งก็ไม่รู้กันถึงภาพรวมรายละเอียดของแผน เช่น ศึกกลางเมืองที่ 4 แยกคอกวัว และที่เยาวราชย์.....แกนนำหลายคนก็เสียวหัว กลัวโดนเก็บไม่รู้ตัวเหมือนเสธแดง
สินจ้าง รางวัลก็ไม่มีใครรู้ ว่าใครได้เท่าไร?....นายกรมต.อาจได้น้อยกว่า รมต.ก็เป็นเรื่องปกติ....ที่ดีคือไม่ต้องโกงงบประมาณให้เสี่ยงคุก เพราะแม้ว จัดสรรให้เรียบร้อยเป็นรางวัล ค่าร่วมโกงทางนโยบายในโครงการต่างๆ รถไฟความเลวสูง ค่าคอมมิชชั่นจัดซื้ออาวุธยุโธปกรณ์ เช่น เรือดำน้ำ เรือเหาะ เครื่องตรวจลูกระเบิด
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/964395026951964/?type=1&theater
***************************************************************
เสียดายเวลาช่วงวัน "มวลมหาประชาชน" มาก
ที่ปชช.ไม่ได้ใช้โอกาส ปฏิวัติประเทศด้วยปชช.เอง
ถ้าวันเช่นนั้นมีอีกเราต้องเด็ดขาด ไม่ให้ใครมาบงการชีวิตปชช.....
ทหาร เป็นได้แค่สภาความมั่นคง..รักษาความสงบช่วยอำนวยการเลือกตั้ง แต่นักการเมืองอย่ามายุ่ง....จนกว่าปชช.จะปฏิวัติประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1-3 ปี....
สภาประชาชนแห่งชาติ จะต้องเกิด เป็นสภาหนึ่งของรัฐสภา มีทีนั่งสำหรับปชช.ร่วมบริหารประเทศชาติอย่างมีศักศรีและอำนาจ
พร้อมหรือยัง....สู้ไม่สู้....สู้ สู้
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/963207050404095/?type=1&theater
**************************************************************
วิธีแชร์ ภาพที่ถูกใจ.....แต่ไม่มี "คำว่าแชร์ " สำหรับให้ " คลิก! "
(1) ให้คลิกซ้ายที่ "ในภาพ" ตรงไหนก็ได้....รอภาพจะขยายใหญ่ขึ้น
(2) ให้ดูบริเวณข้างล่างภาพ จะมีคำว่า "แชร์ " และ ไล้ค์
(3) ถ้าเป็นข้อมูลดี ข่าวสารมีประโยชน์.....โปรดพิจารณา....
ชอบใจใครให้คลิก ไล้ค์....รักชาติไทยให้คลิก " แชร์ " เผยแพร่ต่อๆไปครับ
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/961998810524919/?type=1&theater
*******************************************************************
5ส.ค.58 ครบรอบ 128 ปีรร.นายร้อย....
แก๊งค์ถั่งเฉ้า ในคราบรัฐบาลคสช. ทำพิธีฯ จะกล้าสบพระเนตรเสด็จพ่อร.๕ ใหม?
ขอให้สถาบันพระราชทานนี้ผลิต...นายทหารอาชีพรักษาอธิปไตยชาติเถิด
อย่าได้ผลิต...ขี้ข้านายทุนแอบเฉือนดินแดนไทยให้เขมรเลย...สาธุ!
ขออำนาจแห่งพระวิญญานของพระปิยมหาราชโปรดคุ้มครองดูแลไทย สาธุ!
(ไมสงวนสิทธิ์)
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970574006334066/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------
**ปชช.เอามั้ย....เราทำได้ดีกว่าทุกกลุ่มก้อนอื่นๆแน่นอน
++คสช.จะยอมใหม....คุณมีเจตนาที่บริสุทธิ์ในการทำรัฐประหารเพื่อประเทศชาติปชช.อย่างจริงใจหรือเปล่า?
**กองทัพในส่วนที่ไม่ได้เป็นทาษของคสช. จะเห็นด้วยใหม?
**ปชช.ยังไม่เคยปฏิวัติประชาธิปไตย จัดทำรธน.กันเองอย่างแท้จริงเลย....ขอโอกาสให้ปชช.สักครั้งได้ใหม?
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/971713776220089/?type=1&theater
------------------------------------------------------------------------
พลเอกป้อม...เป็นผู้วางแผนสมคบกับเขมรบุกยึดดินแดนไทยตามคำสั่งทษ.
(1)ให้ เขมรยิงระเบิดไล่คนไทยชายแดนบริเวนหนองจาน+สระน้ำขุดของไทย....(2)ให้ชาว เขมรหนีภัยการเมืองเข้ามาอยู่แทนคนไทย.....(3)แก้ไขจัดทำแผนที่ประเทศไทย ใหม่ให้พื้นที่นั้นเป็นของเขมร (4)ไม่ให้คนไทยเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเข้าทำกินในพื้นที่นั้น ทหารไม่ให้ความคุ้มครอง....เป็นเหตุให้คุณสมคิดถูกเขมรจับตัวในเขตแผ่นดิน ไทย....โทษอ้ายป้อมคือต้องถูกตัดคอฐานกบฎ....เพื่อนๆว่า คสช.จะรู้เรื่อง รู้เห็นเป็นใจใหม?
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/971393636252103/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
ตัณหา ความโลภ ความชั่ว เพียงเล็กน้อยดูเป็นเรื่องธรรมดา....
เสพย์อำนาจ รับเงินทองบ้างดูเป็นเรื่องปกติโดนกิเลสค่อยๆหลอกล่อ...
หลงละเลิงในลาภยศเกียรติเพลิดเพลิน ตกเป็นหนี้บุญคุณน้ำใจโจรอาญา..
กลายเป็นกิเลสสันดานหนามัวเมาเดินทางผิดเห็นกงจักรเป็นดอกบัวในที่สุด..
ทำหน้าที่เพื่อครอบครัวได้ดี....แต่ทรยศต่ออาชีพหน้าที่ต่อปชช.ต่อสถาบัน...
ยิ่งใหญ่ปานนั้น....ใครเล่าจะสั่งสอนได้...โลภะ โทษะ โมหะ พาไปเป็นตัวโกงของละคอนโรงใหญ่....ใครเล่ากำกับการแสดง....
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970051143053019/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
แก๊งค์ ถั่งเฉ้า ในคราบรัฐบาลคสช. ตัวสืบทอดอำนาจของทษ.ระหว่างจัดทำรัฐธรรมนูญยึกๆยักๆ ก็สนับสนุนจัดทำโครงการทุนย์สามานย์ปิโตรเลียม เหมืองทอง โปแตซ โรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำลายที่เกษตร ข่มขู่ปชช. ทำลายสุขภาพชาวบ้านด้วยสารพิษที่ใช้แล้วตกค้างในดิน น้ำระบบนิเวศน์ แพร่เข้าพืชสัตว์ จนชาวบ้านเจ็บป่วยหมดทางรักษา หนี อพยพจนหมู่บ้านร้าง ม็อบต้านต่อสู้ น้องเรียน ร้องขอต่อส่วนราชการและรัฐบาล แต่แกล้งนำพาซื้อเวลาเพื่อปล่อยให้โครงการสามานย์ดำเนินการต่อไป......ทุกข์ ของปชช.ถูกจงใจสร้างขึ้นโดยขี้ข้าทษ.ทั้งนักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐภายใต้รัฐบาลคสช. จึงไร้การเหลียวแลอย่างจริงใจ จริจัง.....เวร!
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/969041279820672/?type=1&theater
*********************************************************
ขอแสดงความเศร้าใจกับคนไทยอย่างสุดซึ้ง
40 ปีมานี้...คนไทยได้รัฐบาลชั่วช้าสารเลวมาทุกรัฐบาล
ทำให้พวกเราต้องเหนื่อย เหนื่อย....ที่จะสู้กับพวกมัน
แต่เขาว่าปชช.เป็นคนอย่างไร....ก็จะเลือกรัฐบาลแบบนั้นมา....
รัฐบาลที่ถูกเลือกเข้ามา....คือกระจกสท้อนคุณภาพของปชช.
ทำให้ฉันต้องยอมรับ ชตากรรม.....สู้ต่อไป....
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/964816206909846/?type=1&theater
----------------------------------------------------------------------
ในรัฐบาลนอมินี่ของทักษิน....
ปลัดกระทรวง รมต. นายกรมต. แกนนำนปช. แกนตจว. ไม่มีใครใหญ่กว่ากัน
ทักษินยิงคำสั่งตรงไปที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน จะให้ใครทำอะไร อย่างไร....
บาง ครั้งก็ไม่รู้กันถึงภาพรวมรายละเอียดของแผน เช่น ศึกกลางเมืองที่ 4 แยกคอกวัว และที่เยาวราชย์.....แกนนำหลายคนก็เสียวหัว กลัวโดนเก็บไม่รู้ตัวเหมือนเสธแดง
สินจ้าง รางวัลก็ไม่มีใครรู้ ว่าใครได้เท่าไร?....นายกรมต.อาจได้น้อยกว่า รมต.ก็เป็นเรื่องปกติ....ที่ดีคือไม่ต้องโกงงบประมาณให้เสี่ยงคุก เพราะแม้ว จัดสรรให้เรียบร้อยเป็นรางวัล ค่าร่วมโกงทางนโยบายในโครงการต่างๆ รถไฟความเลวสูง ค่าคอมมิชชั่นจัดซื้ออาวุธยุโธปกรณ์ เช่น เรือดำน้ำ เรือเหาะ เครื่องตรวจลูกระเบิด
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/964395026951964/?type=1&theater
***************************************************************
เสียดายเวลาช่วงวัน "มวลมหาประชาชน" มาก
ที่ปชช.ไม่ได้ใช้โอกาส ปฏิวัติประเทศด้วยปชช.เอง
ถ้าวันเช่นนั้นมีอีกเราต้องเด็ดขาด ไม่ให้ใครมาบงการชีวิตปชช.....
ทหาร เป็นได้แค่สภาความมั่นคง..รักษาความสงบช่วยอำนวยการเลือกตั้ง แต่นักการเมืองอย่ามายุ่ง....จนกว่าปชช.จะปฏิวัติประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว 1-3 ปี....
สภาประชาชนแห่งชาติ จะต้องเกิด เป็นสภาหนึ่งของรัฐสภา มีทีนั่งสำหรับปชช.ร่วมบริหารประเทศชาติอย่างมีศักศรีและอำนาจ
พร้อมหรือยัง....สู้ไม่สู้....สู้ สู้
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/963207050404095/?type=1&theater
**************************************************************
วิธีแชร์ ภาพที่ถูกใจ.....แต่ไม่มี "คำว่าแชร์ " สำหรับให้ " คลิก! "
(1) ให้คลิกซ้ายที่ "ในภาพ" ตรงไหนก็ได้....รอภาพจะขยายใหญ่ขึ้น
(2) ให้ดูบริเวณข้างล่างภาพ จะมีคำว่า "แชร์ " และ ไล้ค์
(3) ถ้าเป็นข้อมูลดี ข่าวสารมีประโยชน์.....โปรดพิจารณา....
ชอบใจใครให้คลิก ไล้ค์....รักชาติไทยให้คลิก " แชร์ " เผยแพร่ต่อๆไปครับ
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/961998810524919/?type=1&theater
*******************************************************************
เกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ....
อย่าคิดว่าหลอกเอาใจเกษตรกรไว้ได้ + คุมกองทัพได้....
แล้วจะยึดครองประเทศไทยไว้ได้...ผลาญทำลายทรัพยากร
รับใช้ทุนสามานย์ได้....เพื่อแลกเศษเนื้อติดกระดูกตาละห้อย
***แท้จริงแล้วเกษตรกรเองนั่นแหละกำลังถูกดูดเลือดมากที่สุด
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970574006334066/?type=1&theater
อย่าคิดว่าหลอกเอาใจเกษตรกรไว้ได้ + คุมกองทัพได้....
แล้วจะยึดครองประเทศไทยไว้ได้...ผลาญทำลายทรัพยากร
รับใช้ทุนสามานย์ได้....เพื่อแลกเศษเนื้อติดกระดูกตาละห้อย
***แท้จริงแล้วเกษตรกรเองนั่นแหละกำลังถูกดูดเลือดมากที่สุด
https://www.facebook.com/704110432980426/photos/a.705458822845587.1073741827.704110432980426/970574006334066/?type=1&theater
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558
ปฏิจจสมุปบาท แฉความลับใจ
"ปฏิจจสมุปบาท" แฉความลับ "ใจ"
ชีวิตจะต้องทุกข์ร้อนตรอมตรมไปจนตายหรือ? ... เมื่อ "ใจ" โง่ทำร้ายชีวิตเอง ให้ต้องแพ้พ่ายความทุกข์ตลอดมา เพราะไม่รู้เรา ไม่รู้เขา ไม่รู้ใครเป็นใคร สู้กับใคร แพ้ใคร ชนะใคร หลายครั้งที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทุกข์ตามอริยสัจ 4 ทั้งๆที่ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นกับใจของตัวเอง แบบนี้แล้วชีวิตจะสู้เอาชนะความทุกขืได้อย่างไร....
แต่เมื่อ "หลักธรรมปฏิจจสมุปบาท" แฉความลับ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ 12 ขั้นตอน" ที่มารร้ายอวิชชาบงการแก่ชีวิต ให้รับรู้แล้ว
ภารกิจหลักของชีวิตต่อไปคือ ต้องสร้างพลังของใจ สติ สมาธิ ปัญญาให้แก่ใจ โดยฝึกฝนเจริญสติ สมาธิ ปัญญา และ ใช้ "ดาบอริยสัจ 4" ฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ" ให้อ่อนแรงเดี้ยงลง เพื่อค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตให้เบาบางลง
ซึ่งก็คือการค่อยๆเพิ่มศานติสุข ความเจริญงอกงามและเสรีภาพแห่งชีวิต จนถึงระดับหนึ่งที่ชีวิตพอใจอยู่อย่างสะบายๆ เป็นสุขอย่างพอเพียง มีทุกข์ไม่มาก .....และวันใดที่เราฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งขาดสะบั้นได้แล้ว ก็จะไม่เกิดการปรุงแต่งในขั้นตอนต่อไปได้ก็จะไม่เกิดทุกข์อีกต่อไป ขั้นตอนที่สำคัญที่กล่าวสอนกันมาให้มีปัญญาคือ ขั้นตอนที่ 5 สฬายตนะ เมื่อประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งใดแล้ว จงเห็นก็ให้สักแต่ว่าเห็น รู้ก็ให้สักแต่ว่ารู้ สำรวมระวังฝึกมีสติให้ว่องไวรู้สึกตัว หยุดปรุงแต่งต่อๆไปจนเกิดตัณหากิเลส ตามคำกล่าวว่า ระวังให้กระทบล่อนอย่ากระทบติด อันจะทำให้เกิดตัณหากิเลสที่เป็นตัวทุกข์ .....แล้วขั้นตอน การปรุงแต่งทางใจก็จะหยุดลง
ความทุกข์ทั้งปวงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก นั่นคือภารกิจของชีวิตได้เสร็จสิ้นแล้ว
+++++++++++++++++++++++++
++ ความหมายของคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ++
ปฏิจจสมุปบาท ตามคำแปลหมายถึง สิ่งที่อิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะของสิ่งที่ไม่เป็นอิสระของตน เกิดขึ้นลอยๆเองตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกันต้องมีเหตุจึงเกิดขึ้นได้
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ
ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่จะแสดงต่อไป เป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมพระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ
ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....
สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่, เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น, และมีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน
ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะต่อสู้เอาชนะความทุกข์ให้เด็ดขาด...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำ "กลอนปฏิจจสมุปบาท" ให้ได้เหมือนอาขยานเพื่อใช้ท่องก่อนหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง
+++++++++++++++++++++++++++++
++หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้++
เป็นดังนี้
, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่องเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลำดับดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี
การเทศนาปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า อนุโลมเทศนา
หากแสดงย้อนกลับจากปลายมาหาต้น จากผลไปหาเหตุปัจจัย เช่น ชรามรณะ มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ เรียกว่า ปฏิโลมเทศนา
*****************************
++กลอนปฏิจจสมุปบาท++ (โดยสมมาตร์ พรนที)
เพื่อให้พอเข้าใจเป็นเบื้องต้นได้ง่ายไม่เกิดการเบื่อหน่ายเสียก่อนในการจะต้องไปอ่านคำอธิบายยากๆยาวๆแบบ 2 ง่าม 3 แง่ระหว่างการปรุงแต่งเกิดความทุกข์ทางใจล้วนๆ กับ การเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายกับดวงวิญญาณแบบข้ามภพข้ามชาติมีนรกสวรรค์ ผมจึงได้แต่ง "กลอนปฏิจจสมุปบาท" อธิบายคร่าวๆของการเกิดความทุกข์ทางใจตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นไล่เรียงจนเกิดเป็นความทุกข์ดังนี้
++ กลอนปฏิจจสมุปบาท ++
"อวิชชา" ใจไร้ปัญญาพามืดดำ
"สังขาร" ฝ่ายนามธรรม ความคิดปรุงใจแต่ง
"วิญญาณ" ตัวรู้ของใจ ใคร่รู้แจง
"รูปนาม" จึงสำแดง ตัวตนพร้อมสื่อหูตาฯ
"สฬายตนะ" ตาหูฯ กระทบ รูปเสียงฯ
"ผัสสะ" วิญญาณเคียง สัมผัสร่วมจึงรู้ฯหนา
"เวทนา" ความรู้สึกเกิดพอใจ สบายฯหรือไม่นา
"ตัณหา" คือกิเลสคือทุกข์พา ให้เพลินอยากฯ
"อุปทาน" ยึดมั่นตัวตน หลงแบกตัณหา
"ภพ" ฉันมีฉันมา เป็นไปสู่สภาวะที่ยึดฯนี้
"ชาติ" เกิดสมบูรณ์แล้วทุกข์ ฉันครองนี่
"ชรามรณะ" ชี้ ทุกข์เสื่อมดับแล้วเกิดใหม่..เวียนว่ายใจ
++ หมายเหตุ++
1)ตาหูฯ ...คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ผิวกาย เนื้อกายที่ใจรู้สึกได้) ใจ (ส่วนที่เป็นความนึกคิด)
2)รูปเสียงฯ ...คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิดเข้ามา) หมายถึงสิ่งต่างๆที่วิญญาณ
จะรับรู้ได้..หรือใจนั่นเองที่รู้ เพราะวิญญาณเป็นเครื่องรู้ของใจ วิญญาณรู้สิ่งใด ใจก็รู้สิ่งนั้นเช่นกัน
3) จึงรู้ฯหนา ...คือ ใจเป็นสนามพบกันระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย(เช่นผิวกาย) ใจ(การนึกคิด) กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด) ....การที่จะรู้ว่าเป็นสิ่งใดนั้น "วิญญาณ" ซึ่งเป็นเครื่องรู้ของใจต้องร่วมกระบวนการด้วย คือเข้ารับรู้ว่าเป็นสิ่งใด แล้วใจก็รู้ไปพร้อมๆกัน
4)พอใจ สบายฯ คือ ...ความรู้สึกพอใจ สบาย หรือไม่พอใจ ไม่สบาย หรือเฉยๆซึ่งก็คือเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากข้อ 3
4)อยากฯ คือ ตัณหา แบ่งเป็น อยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจ ....และ อยากเป็น อยากมี อยากได้
....และอยากไม่เป็น อยากไม่มี อยากไม่ได้
5) สภาวะที่ยึดฯ ...คือ ที่ตัวตนตัวฉัน ยินดี ยึดใน........
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ตามในข้อ 2)
และ นิมิต(รูป) ที่กำหนดยึดในการปฏิบัติธรรม
และ ฌาน (อรูป) ที่กำหนดหมายในการปฏิบัติธรรม
6) ถ้าเราเข้าใจในความหมายในแต่ละขั้นตอนแล้วให้ทบทวนความเข้าใจโดยเปลี่ยนคำใหม่ เป็นตามคำ
ต่างๆที่อธิบายเพิ่มเติมในข้อ 1) ถึง ข้อ6)
เมื่อพอเข้าใจคร่าวๆมีพื้นฐานแล้ว ต่อไปค่อยหาอ่านรายละเอียดโดยค้นหาในกูเกิ้ลได้ แต่ก็อาจจะพบกับความขัดแย้งกันในคำสอนของแต่ละอาจารย์ก่อให้เกิดความงงได้
++++++++++++++++++++++
++ ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท ++
ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญอย่างมากที่สุดควบคู่กับหลักธรรมอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะเป็นธรรมที่ทำให้ธรรมอริยสัจ 4 ประสพความสำเร็จ ทำให้รู้สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) และเป็นมรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์ ให้ปฏิบัติชอบถูกทาง) สามารถส่งผลให้เกิด นิโรธ (การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง)
เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งมากต้องตั้งใจศึกษาพร้อมทั้งปฏิบัติธรรม จึงจะช่วยค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตได้ จนไปถึงนิโรธได้ เมื่อศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการดับทุกข์ได้จริง หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา หรือเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท"
" เมื่อใดอริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิด ความดับของโลกตามที่มันเป็นเช่นว่านี้ อริยสาวกนั้น เรียกว่าเป็น
ผู้บรรลุกระแสธรรมแล้วก็ได้ พระอริยบุคคลผู้มีปัญญาชำระกิเลสก็ได้ ผู้อยู่ชิดติดประตูอมตะก็ได้"
+++++++++++++++++++++
++ เรื่องที่ควรทราบเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ตัวบท ปฏิจจสมุปบาท++
มีเรื่องที่ควรต้องทราบทำความเข้าใจก่อนดังนี้ คือ....
1.) ใจคนเรานั้นมี "อาสวะ" ฝังจิตฝังใจนอนเนื่องอยู่ที่ก้นบึ้ง คล้ายตะกอนรอเวลาฟุ้งขึ้นมาเมื่อถูกกวนด้วยความนึดคิด ถูกกระเพื่อมด้วยประสบกับอารมณ์ต่างๆ
"อาสวะ" นั้น คือ กิเลส "ประเภท" ที่หมักหมมหมักดองอยู่ในใจเป็นสันดานเกี่ยวพันกับอนุสัยความเคยชิน เป็นเหมือนเชื้อยางกิเลสต่างๆที่เหลือตกค้างอยู่เมื่อกิเลสเสื่อมดับลงแต่ละครั้งแต่ระรอบของการปรุงแต่งทางใจ
หรืออาจพูดได้ว่า คือความจําได้หมายรู้ของใจ (สัญญา) ที่สั่งสมมานานอันมีกิเลสสิ่งที่ทําให้ใจขุ่นมัวไม่เบิกบานแจ่มใสแฝงสะสมอยู่ อันเนื่องจากทุกข์และสุขในอดีตที่เคยเกิดและเหลือเชื้อยางค้างคาอยู่) และรู้ช่องทาง พร้อมที่จะเกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ความเคยชินได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาสั้นนิดเดียวเพียงชั่วขณะจิต
เหมือนเกิดแบบอัตโนมัติโดยไม่ทันมีสติมารู้สึกตัว...
( เมื่อเข้าใจแล้วต้องอธิฐานจิตบ่อยๆว่าขอให้รู้สึกตัวในช่วงขณะกำลังเกิด แม้จะช้าไปบ้างก็ยังดี แต่ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นและมีผลช่วยไม่ให้ลุกลามมาก)
อันจะมีผลแผ่ซ่านใจได้ทันทีเมื่อเหตุพร้อม เช่น นึก คิด ประสบอารมณ์ต่างๆทำให้ใจขุ่นมัว
และเมื่ออาสวะเสื่อมดับ จะอยู่ในลักษณะการที่ดับลงไปชั่วคราวในใจเพราะทิ้งเชื้อเอาไว้ พร้อมจะขุ่นมัวคุกรุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นกิเลสและเป็นสังขารกิเลส (กิเลสที่ใจปรุงแต่งให้รุนแรงขึ้นตามมา ) อาสวะกิเลสนี้จะเกิดอยู่ในขั้นตอนที่ 2 และ 3 คือ สังขาร (ความจำได้หมายรู้)
-------------------------------------------------
2.) ตามธรรมชาติของใจ ปกติใจจะว่างไม่มีตัวตน คือเมื่อยามสงบ ยามใจว่างไม่มีเวทนา กิเลสตัณหาเช่น ตอนเพลินอยู่กับทำงานศิลปนั้น ใจจะว่างไม่เกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉัน ....ตัวตน จะมี จะเกิดขึ้นเมื่อ > > > เกิดการปรุงแต่งทางใจ(สังขาร) >> เกิดวิญญาณ (ตัวรู้หรือตัวรับรู้ของใจ ในการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สึก ได้รู้อารมณ์ ฯลฯ) แล้ว >>> จึงเกิดตัวตน ตัวฉัน ของฉัน (นามรูป) ในขั้นตอนที่ 4
ขึ้นมาเป็นผู้รับรู้สิ่งต่างๆ เป็นเจ้าของในสิ่งต่างๆนั้น >>> แล้วใจจึงปรุงแต่งต่อไปตามขั้นตอนต่างๆ >>> จนเป็นภพทางใจ > > > เป็นชาติทางใจ(เกิดตัวตนที่สมบูรณ์) เป็นเจ้าของสิ่งต่างๆของตน เป็นเจ้าของครอบครองในทุกข์กองใหม่ที่กำลังเกิดอย่างสมบูรณ์ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นทุกข์ขึ้นอีกรอบหนึ่งเพราะไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่ยอมปล่อยวาง
หากเข้าใจตามนี้ว่า "ตัวตน" ตัวฉัน ไม่ได้มีอยู่ในใจตลอดเวลา มีเพียงเมื่อใจกำลังปรุงแต่งกิเลสตัณหาความทุกข์ ก็จะทำให้เราอาจจะตระหนักรู้ว่า อวิชชาทำให้เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นในตัวตน สำคัญผิดว่า มีตัวตน มีตัวฉัน ของฉัน อยู่ตลอดเวลา....ผู้ที่ลด ละอุปทานได้จะค่อยๆปล่อยวางตัวตน รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นว่าง ไม่มีตัวตน
แต่ใจปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาด้วยอวิชชา เมื่อใจเป็นใหญ่ในชีวิต เมื่อใจต้องการอย่างไร ยอมรับอะไร ยอมรับตัวตน ชีวิตจึงเกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉันอย่างฝังจิตฝังใจ
(ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ ก็ต้องรู้ให้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งทางใจตามธรรมชาติของสายอวิชานี้ ฝึกมีสติปัญญารู้สึกตัวให้ทันในกระบวนการขั้นตอน....ยิ่งปล่อยวางตัวตน ของตนได้มากเท่าไร....โอกาสการเกิดทุกข์ และปริมาณทุกข์ หรือกิเลสตัณหา ก็จะยิ่งน้อยลง ๆ ๆ ๆ )
------------------------------------------------
3.) สุขและทุกข์.ในทางพุทธศาสนาถือว่า มีค่าอยู่ที่ระดับเดียวกัน ตีราคาว่าต่างก็เป็นผลผลิตจากการปรุงแต่งทางใจ เป็นความไม่สงบ ไม่ปกติของใจ ดังนั้นถ้าการลดทุกข์ก็จะต้องลดสุขที่เกิดจากการปรุงแต่งทางใจไปด้วยกัน จึงต้องกะความพอดีว่าในชีวิตปุถุชนเช่นเราจะอยู่ประมาณตรงไหน จึงจะจะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงในทุกข์และสุขอย่างสบายๆพอเหมาะกับฐานะภาพเรา
และในที่นี้บางครั้งอาจเรียกกล่าวรวมกันว่า "ความทุกข์ " อย่างเดียวเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงความสุขปรุงแต่งทางใจด้วย
(บุคคลจึงไม่ควรพอใจในสิ่งภายนอกกายที่เกินกำลังมาก โดยคิดว่า ยึดว่าหากได้ครอบครองแล้วจะเป็นสุขมาก เพราะเป็นสุขเพียงชั่วครู่ยามแล้วเบื่อ แล้วก็เกิดความอยากอย่างอื่นไม่สิ้นสุด เหน็ดเหนื่อยตลอดโดยไม่ได้พิจารณาเรื่องความคุ้มค่า .....แต่ควรพอใจในปัญญาในคุณภาพของจิตใจตนว่า ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องการอะไรภายนอกมากเกินจำเป็น ควรทำใจให้มันเป็นอยู่ของมันง่ายๆสะบายๆ เบาๆไม่มีความทุกข์มาก มีความสงบ เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ)
-------------------------------------------------
4.) ภพและชาติในที่นี้ หมายถึงภพและชาติทางใจ ของเวทนา กิเลสตัณหาในใจ ที่เป็นตัวทุกข์ ที่เกิดแล้วดับ เกิดๆ ดับๆ จากการปรุงแต่งขึ้นมาของใจเองเพราะความไม่รู้ (อวิชชา)แล้วเสื่อมไปดับไปแล้วเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งตาย-เกิดในใจวันละหลายๆครั้ง.....มิได้หมายถึงการสิ้นชีวิตสมองหยุดสั่งงานแล้วดวงวิญญาณไปเกิดในร่างใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ ภพนรก ภพสวรรค์
หรือภพมนุษย์ตามเดิม เป็นสัตว์ เป็นคนใหม่ ซึ่งคนทั่วไปเราๆ ท่านๆ เข้าไม่ถึงในภาวะเช่นนี้ ไม่รู้เท็จจริงอย่างใด ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจรู้แจ้งเห็นจริงกันได้ จึงไม่กล่าวในเรื่องข้ามภพข้ามชาติและทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้อง ......ผู้เขียนมองว่าภาษาบาลีดิ้นได้มีหลายความหมายทำให้แปลไม่ตรงกันแล้วแต่เจตนาวัตถุประสงค์
------------------------------------------------------
5.) อารมณ์ - ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่ใจยึดหน่วงหรือจับยึดบางสิ่งเป็นหลักอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หรืออายตนะภายนอก๖ นั่นเอง จะยึดจับโดยบังเอิญไม่เจตนาเช่นเสียงดนตรีไพเราะ หรือ เจตนาเช่นการสวดมนต์ การควบคุมลมหายใจเข้าออกเป็นต้นก็แล้วแต่
-----------------------------------------------------
6.) ตัณหา เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปเราแปลกันว่าความอยาก ความปรารถนา แต่มีความหมายอื่นๆที่รวมลงอยู่ในคำว่าตัณหาด้วย ได้แก่ ความกำหนัด ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความหมกมุ่น ความข้องอยู่ ความคะนึงหา ความหวัง กิริยาที่หวัง ความละโมบ ความติดใจ ความหมายปอง ธรรมชาติที่กระซับ ธรรมชาติที่ร้อยรัด ฯลฯ
**** ตัณหา แบ่งตามอาการ แบ่งได้ 3 คือ
6.1 กามตัณหา คือความทะยานอยากในสิ่งที่สนองความต้องการอันมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย
6.2 ภวตัณหา ความอยากมี อยากเป็น อยากให้คงอยู่อย่างถาวรตลอดไป
6.3 วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากให้คงอยู่ต่อไป
ตัณหาในที่นี้หมายถึงตัณหาตามข้อ 6 ทั้งหมด แต่ในการอธิบายขั้นตอนที่ 8 ของปฏิจจสมุปบาทได้ยกตัวอย่างเพียงหมายถึง ความเพลิดเพลิน ความอยากตามในข้อ 6.1 ส่วนที่เหลือในข้อ 6.2และ6.3 ละไว้ในฐานเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆเป็นเบื้องต้นก่อน และจะได้ไม่ต้องอธิบายยาว ส่วนที่เหลือขอให้ทำความเข้าใจเองต่อไปเพราะไม่ยากแล้ว
--------------------------------------------------------
++ ลักษณะของวงจรปฏิจจสมุปบาท ++
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ
ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่ได้แสดง จะเป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมต่างๆโดยเฉพาะ พระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ
****************************************
++ความเป็นจริงแน่นอนของปฏิจจสมุปบาท++
ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....
สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่, เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น และ มีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน, แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน
ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกไม่ได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะเอาชนะ...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำทุกขั้นตอนให้ได้แล้วท่องจำเหมือนอาขยานก่อน-หลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเครื่องเตือนใจ เป็นกำลังใจเป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาในร่มผ้ากาสาวพัตร.... --------------------------
(สมมาตร์ พรนที)
****************************************
ชีวิตจะต้องทุกข์ร้อนตรอมตรมไปจนตายหรือ? ... เมื่อ "ใจ" โง่ทำร้ายชีวิตเอง ให้ต้องแพ้พ่ายความทุกข์ตลอดมา เพราะไม่รู้เรา ไม่รู้เขา ไม่รู้ใครเป็นใคร สู้กับใคร แพ้ใคร ชนะใคร หลายครั้งที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทุกข์ตามอริยสัจ 4 ทั้งๆที่ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นกับใจของตัวเอง แบบนี้แล้วชีวิตจะสู้เอาชนะความทุกขืได้อย่างไร....
แต่เมื่อ "หลักธรรมปฏิจจสมุปบาท" แฉความลับ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ 12 ขั้นตอน" ที่มารร้ายอวิชชาบงการแก่ชีวิต ให้รับรู้แล้ว
ภารกิจหลักของชีวิตต่อไปคือ ต้องสร้างพลังของใจ สติ สมาธิ ปัญญาให้แก่ใจ โดยฝึกฝนเจริญสติ สมาธิ ปัญญา และ ใช้ "ดาบอริยสัจ 4" ฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ" ให้อ่อนแรงเดี้ยงลง เพื่อค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตให้เบาบางลง
ซึ่งก็คือการค่อยๆเพิ่มศานติสุข ความเจริญงอกงามและเสรีภาพแห่งชีวิต จนถึงระดับหนึ่งที่ชีวิตพอใจอยู่อย่างสะบายๆ เป็นสุขอย่างพอเพียง มีทุกข์ไม่มาก .....และวันใดที่เราฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งขาดสะบั้นได้แล้ว ก็จะไม่เกิดการปรุงแต่งในขั้นตอนต่อไปได้ก็จะไม่เกิดทุกข์อีกต่อไป ขั้นตอนที่สำคัญที่กล่าวสอนกันมาให้มีปัญญาคือ ขั้นตอนที่ 5 สฬายตนะ เมื่อประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งใดแล้ว จงเห็นก็ให้สักแต่ว่าเห็น รู้ก็ให้สักแต่ว่ารู้ สำรวมระวังฝึกมีสติให้ว่องไวรู้สึกตัว หยุดปรุงแต่งต่อๆไปจนเกิดตัณหากิเลส ตามคำกล่าวว่า ระวังให้กระทบล่อนอย่ากระทบติด อันจะทำให้เกิดตัณหากิเลสที่เป็นตัวทุกข์ .....แล้วขั้นตอน การปรุงแต่งทางใจก็จะหยุดลง
ความทุกข์ทั้งปวงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก นั่นคือภารกิจของชีวิตได้เสร็จสิ้นแล้ว
+++++++++++++++++++++++++
++ ความหมายของคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ++
ปฏิจจสมุปบาท ตามคำแปลหมายถึง สิ่งที่อิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ได้แก่ ภาวะของสิ่งที่ไม่เป็นอิสระของตน เกิดขึ้นลอยๆเองตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกันต้องมีเหตุจึงเกิดขึ้นได้
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ
ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่จะแสดงต่อไป เป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมพระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ
ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....
สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่, เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น, และมีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน
ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะต่อสู้เอาชนะความทุกข์ให้เด็ดขาด...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำ "กลอนปฏิจจสมุปบาท" ให้ได้เหมือนอาขยานเพื่อใช้ท่องก่อนหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง
+++++++++++++++++++++++++++++
++หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้++
เป็นดังนี้
, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่องเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลำดับดังนี้ คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี
การเทศนาปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า อนุโลมเทศนา
หากแสดงย้อนกลับจากปลายมาหาต้น จากผลไปหาเหตุปัจจัย เช่น ชรามรณะ มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ เรียกว่า ปฏิโลมเทศนา
*****************************
++กลอนปฏิจจสมุปบาท++ (โดยสมมาตร์ พรนที)
เพื่อให้พอเข้าใจเป็นเบื้องต้นได้ง่ายไม่เกิดการเบื่อหน่ายเสียก่อนในการจะต้องไปอ่านคำอธิบายยากๆยาวๆแบบ 2 ง่าม 3 แง่ระหว่างการปรุงแต่งเกิดความทุกข์ทางใจล้วนๆ กับ การเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายกับดวงวิญญาณแบบข้ามภพข้ามชาติมีนรกสวรรค์ ผมจึงได้แต่ง "กลอนปฏิจจสมุปบาท" อธิบายคร่าวๆของการเกิดความทุกข์ทางใจตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นไล่เรียงจนเกิดเป็นความทุกข์ดังนี้
++ กลอนปฏิจจสมุปบาท ++
"อวิชชา" ใจไร้ปัญญาพามืดดำ
"สังขาร" ฝ่ายนามธรรม ความคิดปรุงใจแต่ง
"วิญญาณ" ตัวรู้ของใจ ใคร่รู้แจง
"รูปนาม" จึงสำแดง ตัวตนพร้อมสื่อหูตาฯ
"สฬายตนะ" ตาหูฯ กระทบ รูปเสียงฯ
"ผัสสะ" วิญญาณเคียง สัมผัสร่วมจึงรู้ฯหนา
"เวทนา" ความรู้สึกเกิดพอใจ สบายฯหรือไม่นา
"ตัณหา" คือกิเลสคือทุกข์พา ให้เพลินอยากฯ
"อุปทาน" ยึดมั่นตัวตน หลงแบกตัณหา
"ภพ" ฉันมีฉันมา เป็นไปสู่สภาวะที่ยึดฯนี้
"ชาติ" เกิดสมบูรณ์แล้วทุกข์ ฉันครองนี่
"ชรามรณะ" ชี้ ทุกข์เสื่อมดับแล้วเกิดใหม่..เวียนว่ายใจ
++ หมายเหตุ++
1)ตาหูฯ ...คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ผิวกาย เนื้อกายที่ใจรู้สึกได้) ใจ (ส่วนที่เป็นความนึกคิด)
2)รูปเสียงฯ ...คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิดเข้ามา) หมายถึงสิ่งต่างๆที่วิญญาณ
จะรับรู้ได้..หรือใจนั่นเองที่รู้ เพราะวิญญาณเป็นเครื่องรู้ของใจ วิญญาณรู้สิ่งใด ใจก็รู้สิ่งนั้นเช่นกัน
3) จึงรู้ฯหนา ...คือ ใจเป็นสนามพบกันระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย(เช่นผิวกาย) ใจ(การนึกคิด) กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด) ....การที่จะรู้ว่าเป็นสิ่งใดนั้น "วิญญาณ" ซึ่งเป็นเครื่องรู้ของใจต้องร่วมกระบวนการด้วย คือเข้ารับรู้ว่าเป็นสิ่งใด แล้วใจก็รู้ไปพร้อมๆกัน
4)พอใจ สบายฯ คือ ...ความรู้สึกพอใจ สบาย หรือไม่พอใจ ไม่สบาย หรือเฉยๆซึ่งก็คือเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากข้อ 3
4)อยากฯ คือ ตัณหา แบ่งเป็น อยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจ ....และ อยากเป็น อยากมี อยากได้
....และอยากไม่เป็น อยากไม่มี อยากไม่ได้
5) สภาวะที่ยึดฯ ...คือ ที่ตัวตนตัวฉัน ยินดี ยึดใน........
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ตามในข้อ 2)
และ นิมิต(รูป) ที่กำหนดยึดในการปฏิบัติธรรม
และ ฌาน (อรูป) ที่กำหนดหมายในการปฏิบัติธรรม
6) ถ้าเราเข้าใจในความหมายในแต่ละขั้นตอนแล้วให้ทบทวนความเข้าใจโดยเปลี่ยนคำใหม่ เป็นตามคำ
ต่างๆที่อธิบายเพิ่มเติมในข้อ 1) ถึง ข้อ6)
เมื่อพอเข้าใจคร่าวๆมีพื้นฐานแล้ว ต่อไปค่อยหาอ่านรายละเอียดโดยค้นหาในกูเกิ้ลได้ แต่ก็อาจจะพบกับความขัดแย้งกันในคำสอนของแต่ละอาจารย์ก่อให้เกิดความงงได้
++++++++++++++++++++++
++ ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท ++
ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญอย่างมากที่สุดควบคู่กับหลักธรรมอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะเป็นธรรมที่ทำให้ธรรมอริยสัจ 4 ประสพความสำเร็จ ทำให้รู้สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) และเป็นมรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์ ให้ปฏิบัติชอบถูกทาง) สามารถส่งผลให้เกิด นิโรธ (การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง)
เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งมากต้องตั้งใจศึกษาพร้อมทั้งปฏิบัติธรรม จึงจะช่วยค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตได้ จนไปถึงนิโรธได้ เมื่อศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการดับทุกข์ได้จริง หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา หรือเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท"
" เมื่อใดอริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิด ความดับของโลกตามที่มันเป็นเช่นว่านี้ อริยสาวกนั้น เรียกว่าเป็น
ผู้บรรลุกระแสธรรมแล้วก็ได้ พระอริยบุคคลผู้มีปัญญาชำระกิเลสก็ได้ ผู้อยู่ชิดติดประตูอมตะก็ได้"
+++++++++++++++++++++
++ เรื่องที่ควรทราบเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ตัวบท ปฏิจจสมุปบาท++
มีเรื่องที่ควรต้องทราบทำความเข้าใจก่อนดังนี้ คือ....
1.) ใจคนเรานั้นมี "อาสวะ" ฝังจิตฝังใจนอนเนื่องอยู่ที่ก้นบึ้ง คล้ายตะกอนรอเวลาฟุ้งขึ้นมาเมื่อถูกกวนด้วยความนึดคิด ถูกกระเพื่อมด้วยประสบกับอารมณ์ต่างๆ
"อาสวะ" นั้น คือ กิเลส "ประเภท" ที่หมักหมมหมักดองอยู่ในใจเป็นสันดานเกี่ยวพันกับอนุสัยความเคยชิน เป็นเหมือนเชื้อยางกิเลสต่างๆที่เหลือตกค้างอยู่เมื่อกิเลสเสื่อมดับลงแต่ละครั้งแต่ระรอบของการปรุงแต่งทางใจ
หรืออาจพูดได้ว่า คือความจําได้หมายรู้ของใจ (สัญญา) ที่สั่งสมมานานอันมีกิเลสสิ่งที่ทําให้ใจขุ่นมัวไม่เบิกบานแจ่มใสแฝงสะสมอยู่ อันเนื่องจากทุกข์และสุขในอดีตที่เคยเกิดและเหลือเชื้อยางค้างคาอยู่) และรู้ช่องทาง พร้อมที่จะเกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ความเคยชินได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาสั้นนิดเดียวเพียงชั่วขณะจิต
เหมือนเกิดแบบอัตโนมัติโดยไม่ทันมีสติมารู้สึกตัว...
( เมื่อเข้าใจแล้วต้องอธิฐานจิตบ่อยๆว่าขอให้รู้สึกตัวในช่วงขณะกำลังเกิด แม้จะช้าไปบ้างก็ยังดี แต่ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นและมีผลช่วยไม่ให้ลุกลามมาก)
อันจะมีผลแผ่ซ่านใจได้ทันทีเมื่อเหตุพร้อม เช่น นึก คิด ประสบอารมณ์ต่างๆทำให้ใจขุ่นมัว
และเมื่ออาสวะเสื่อมดับ จะอยู่ในลักษณะการที่ดับลงไปชั่วคราวในใจเพราะทิ้งเชื้อเอาไว้ พร้อมจะขุ่นมัวคุกรุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นกิเลสและเป็นสังขารกิเลส (กิเลสที่ใจปรุงแต่งให้รุนแรงขึ้นตามมา ) อาสวะกิเลสนี้จะเกิดอยู่ในขั้นตอนที่ 2 และ 3 คือ สังขาร (ความจำได้หมายรู้)
-------------------------------------------------
2.) ตามธรรมชาติของใจ ปกติใจจะว่างไม่มีตัวตน คือเมื่อยามสงบ ยามใจว่างไม่มีเวทนา กิเลสตัณหาเช่น ตอนเพลินอยู่กับทำงานศิลปนั้น ใจจะว่างไม่เกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉัน ....ตัวตน จะมี จะเกิดขึ้นเมื่อ > > > เกิดการปรุงแต่งทางใจ(สังขาร) >> เกิดวิญญาณ (ตัวรู้หรือตัวรับรู้ของใจ ในการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สึก ได้รู้อารมณ์ ฯลฯ) แล้ว >>> จึงเกิดตัวตน ตัวฉัน ของฉัน (นามรูป) ในขั้นตอนที่ 4
ขึ้นมาเป็นผู้รับรู้สิ่งต่างๆ เป็นเจ้าของในสิ่งต่างๆนั้น >>> แล้วใจจึงปรุงแต่งต่อไปตามขั้นตอนต่างๆ >>> จนเป็นภพทางใจ > > > เป็นชาติทางใจ(เกิดตัวตนที่สมบูรณ์) เป็นเจ้าของสิ่งต่างๆของตน เป็นเจ้าของครอบครองในทุกข์กองใหม่ที่กำลังเกิดอย่างสมบูรณ์ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นทุกข์ขึ้นอีกรอบหนึ่งเพราะไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่ยอมปล่อยวาง
หากเข้าใจตามนี้ว่า "ตัวตน" ตัวฉัน ไม่ได้มีอยู่ในใจตลอดเวลา มีเพียงเมื่อใจกำลังปรุงแต่งกิเลสตัณหาความทุกข์ ก็จะทำให้เราอาจจะตระหนักรู้ว่า อวิชชาทำให้เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นในตัวตน สำคัญผิดว่า มีตัวตน มีตัวฉัน ของฉัน อยู่ตลอดเวลา....ผู้ที่ลด ละอุปทานได้จะค่อยๆปล่อยวางตัวตน รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นว่าง ไม่มีตัวตน
แต่ใจปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาด้วยอวิชชา เมื่อใจเป็นใหญ่ในชีวิต เมื่อใจต้องการอย่างไร ยอมรับอะไร ยอมรับตัวตน ชีวิตจึงเกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉันอย่างฝังจิตฝังใจ
(ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ ก็ต้องรู้ให้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งทางใจตามธรรมชาติของสายอวิชานี้ ฝึกมีสติปัญญารู้สึกตัวให้ทันในกระบวนการขั้นตอน....ยิ่งปล่อยวางตัวตน ของตนได้มากเท่าไร....โอกาสการเกิดทุกข์ และปริมาณทุกข์ หรือกิเลสตัณหา ก็จะยิ่งน้อยลง ๆ ๆ ๆ )
------------------------------------------------
3.) สุขและทุกข์.ในทางพุทธศาสนาถือว่า มีค่าอยู่ที่ระดับเดียวกัน ตีราคาว่าต่างก็เป็นผลผลิตจากการปรุงแต่งทางใจ เป็นความไม่สงบ ไม่ปกติของใจ ดังนั้นถ้าการลดทุกข์ก็จะต้องลดสุขที่เกิดจากการปรุงแต่งทางใจไปด้วยกัน จึงต้องกะความพอดีว่าในชีวิตปุถุชนเช่นเราจะอยู่ประมาณตรงไหน จึงจะจะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงในทุกข์และสุขอย่างสบายๆพอเหมาะกับฐานะภาพเรา
และในที่นี้บางครั้งอาจเรียกกล่าวรวมกันว่า "ความทุกข์ " อย่างเดียวเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงความสุขปรุงแต่งทางใจด้วย
(บุคคลจึงไม่ควรพอใจในสิ่งภายนอกกายที่เกินกำลังมาก โดยคิดว่า ยึดว่าหากได้ครอบครองแล้วจะเป็นสุขมาก เพราะเป็นสุขเพียงชั่วครู่ยามแล้วเบื่อ แล้วก็เกิดความอยากอย่างอื่นไม่สิ้นสุด เหน็ดเหนื่อยตลอดโดยไม่ได้พิจารณาเรื่องความคุ้มค่า .....แต่ควรพอใจในปัญญาในคุณภาพของจิตใจตนว่า ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องการอะไรภายนอกมากเกินจำเป็น ควรทำใจให้มันเป็นอยู่ของมันง่ายๆสะบายๆ เบาๆไม่มีความทุกข์มาก มีความสงบ เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ)
-------------------------------------------------
4.) ภพและชาติในที่นี้ หมายถึงภพและชาติทางใจ ของเวทนา กิเลสตัณหาในใจ ที่เป็นตัวทุกข์ ที่เกิดแล้วดับ เกิดๆ ดับๆ จากการปรุงแต่งขึ้นมาของใจเองเพราะความไม่รู้ (อวิชชา)แล้วเสื่อมไปดับไปแล้วเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งตาย-เกิดในใจวันละหลายๆครั้ง.....มิได้หมายถึงการสิ้นชีวิตสมองหยุดสั่งงานแล้วดวงวิญญาณไปเกิดในร่างใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ ภพนรก ภพสวรรค์
หรือภพมนุษย์ตามเดิม เป็นสัตว์ เป็นคนใหม่ ซึ่งคนทั่วไปเราๆ ท่านๆ เข้าไม่ถึงในภาวะเช่นนี้ ไม่รู้เท็จจริงอย่างใด ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจรู้แจ้งเห็นจริงกันได้ จึงไม่กล่าวในเรื่องข้ามภพข้ามชาติและทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้อง ......ผู้เขียนมองว่าภาษาบาลีดิ้นได้มีหลายความหมายทำให้แปลไม่ตรงกันแล้วแต่เจตนาวัตถุประสงค์
------------------------------------------------------
5.) อารมณ์ - ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่ใจยึดหน่วงหรือจับยึดบางสิ่งเป็นหลักอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หรืออายตนะภายนอก๖ นั่นเอง จะยึดจับโดยบังเอิญไม่เจตนาเช่นเสียงดนตรีไพเราะ หรือ เจตนาเช่นการสวดมนต์ การควบคุมลมหายใจเข้าออกเป็นต้นก็แล้วแต่
-----------------------------------------------------
6.) ตัณหา เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปเราแปลกันว่าความอยาก ความปรารถนา แต่มีความหมายอื่นๆที่รวมลงอยู่ในคำว่าตัณหาด้วย ได้แก่ ความกำหนัด ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความหมกมุ่น ความข้องอยู่ ความคะนึงหา ความหวัง กิริยาที่หวัง ความละโมบ ความติดใจ ความหมายปอง ธรรมชาติที่กระซับ ธรรมชาติที่ร้อยรัด ฯลฯ
**** ตัณหา แบ่งตามอาการ แบ่งได้ 3 คือ
6.1 กามตัณหา คือความทะยานอยากในสิ่งที่สนองความต้องการอันมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย
6.2 ภวตัณหา ความอยากมี อยากเป็น อยากให้คงอยู่อย่างถาวรตลอดไป
6.3 วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่อยากให้คงอยู่ต่อไป
ตัณหาในที่นี้หมายถึงตัณหาตามข้อ 6 ทั้งหมด แต่ในการอธิบายขั้นตอนที่ 8 ของปฏิจจสมุปบาทได้ยกตัวอย่างเพียงหมายถึง ความเพลิดเพลิน ความอยากตามในข้อ 6.1 ส่วนที่เหลือในข้อ 6.2และ6.3 ละไว้ในฐานเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆเป็นเบื้องต้นก่อน และจะได้ไม่ต้องอธิบายยาว ส่วนที่เหลือขอให้ทำความเข้าใจเองต่อไปเพราะไม่ยากแล้ว
--------------------------------------------------------
++ ลักษณะของวงจรปฏิจจสมุปบาท ++
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ
แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ
ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่ได้แสดง จะเป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมต่างๆโดยเฉพาะ พระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ
****************************************
++ความเป็นจริงแน่นอนของปฏิจจสมุปบาท++
ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....
สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่, เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น และ มีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน, แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน
ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกไม่ได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะเอาชนะ...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำทุกขั้นตอนให้ได้แล้วท่องจำเหมือนอาขยานก่อน-หลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเครื่องเตือนใจ เป็นกำลังใจเป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาในร่มผ้ากาสาวพัตร.... --------------------------
(สมมาตร์ พรนที)
****************************************
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
+ต้อนหนู (ปตท.) เข้าปากแมวอีกหรือ?+
*ต้อนหนู(ปตท.)เข้าปากแมวอีกหรือ?*
ถ้าปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปพลังงานไทย ได้สำเร็จ….
ภาคประชาชนสามารถแก้ไขจัดทำกฎหมายใหม่ ให้นำ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน)
กึ่งรัฐวิสาหกิจคืนกลับมาเป็นของรัฐและประชาชนได้สำเร็จในรูปแบบใดแบบหนึ่งเช่น
เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ.....เราควรออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจได้บริหารจัดการแบบรัฐมีอำนาจผูกขาดธุรกิจการผลิต การค้า แกส น้ำมัน เพื่อให้ผลประโยชน์รายได้เกือบทั้งหมดตกเป็นของรัฐและปชช.....
หรือว่า...จะเปิดเสรีธุรกิจ
การผลิตการค้าให้พ่อค้านายทุนไทย-เทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันรายได้จากธุรกิจการผลิต
การค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง .....ตามที่นักวิชาการทั้งหมดที่กำลังร่างกฎหมายอยู่
ต่างเห็นดีเห็นงามตามที่พ่อค้านายทุนกาซ น้ำมันต้องการ .....ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่านักวิชาการเหล่านั้น
ใครเป็นใคร มาจากสังกัดไหนบ้าง.....แต่สวนทางกับความคิดของผม ลองมาดูข้อวิจารณ์ของผมที่เห็นต่างกับนักพูดบนเวที
นักวิชาการ คณะกรรมการฯผู้ร่างกฎหมาย แล้วช่วยกันเสนอความเห็นด้วยครับ.....ตอนนี้โอกาสกำลังเปิดให้เรา-ท่าน
ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมแล้วครับ.....ข้อมูลประกอบดังนี้ครับ
+++ ก) เป้าหมายสำคัญที่สุดในการปฏิรูปพลังงานไทย คืออะไร?....
คือ ต้องการให้รายได้และผลประโยขน์จากปิโตรเลียมบ่อไทยเป็นของรัฐและปชช.สูงสุดเพื่อนำไปใช้จ่ายการบริหารรัฐ
และจัดทำสวัสดิการให้ปชช. .....ไม่ต้องการให้ผลประโยชน์จำนวนมากตกไปเป็น
ของกลุ่มทุนผู้ถือหุ้นปตท. ของกลุ่มพ่อค้านายทุนที่ดำเนินกิจการ "ผลิตและค้า"
แกส น้ำมันสำเร็จรูปในไทย ทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทคนไทย.......นี่คือเป้าหมายหลักสูงสุดในการปฏิรูปพลังงานไทย
......(ถ้านายทุนเศรษฐีคนไหนไม่พอใจก็โปรดเสียสละไปหากินอย่างอื่น....โครงการนี้ขอสงวนไว้สำหรับทำเพื่อปชช.คนไทยทั้งประเทศ
โดยเฉพาะคนจนระดับล่าง)
+++ (ข) ดังนั้นจุดหมายในการปฏิรูปพลังงานไทยคือ
ออกกฎหมายให้รัฐและปชช.ผู้เป็นเจ้าของปิโตรเลียมไทย ร่วมกันเป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจปิโตรเลียมบ่อไทยด้วยกัน
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและปชช.คนไทยเท่าที่จะทำได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆที่มีปิโตรเลียมในลักษณะเดียวกัน
.....และรัฐมีความพร้อมในด้านทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆสำหรับผลิตแกส น้ำมันสำเร็จรูปที่มีอยู่พร้อมแล้ว
....หากต้องการก่อสร้างเพิ่มก็สามารถระดมทุนจากภาคปชช. หรือกู้เงินได้ไม่มีปัญหาเพราะรัฐมีท่อขนส่ง
โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซและปั๊มขายปลีกเดิมอยู่แล้ว มากพอเป็นทุนเดิมคอยสนับสนุนอยู่
อีกทั้งปิโตรเลียมดิบจำนวนมหาศาลที่ต่างชาติแหล่งเงินกู้ รู้ดีและยอมรับเป็นหลักค้ำประกันความสำเร็จของโครงการได้ดี....
+++ (ค) กฎหมายที่สำคัญในเรื่องผลประโยชน์รายได้คือ
1) กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิอำนาจในการสำรวจ
ขุดเจาะผลิตปิโตรเลียมดิบ การแบ่งปันผลประโยชน์ปิโตรเลียมดิบระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญา
2) กฎหมายเกี่ยวกับการให้อำนาจสิทธิ(การเปิดเสรี-การผูกขาด)แก่รัฐในการบริหารจัดการธุรกิจ
การผลิต การค้าขายปิโตรเลียม
*ที่ต้นน้ำคือ การสำรวจขุดเจาะผลิต การค้าขาย
ปิโตรเลียมดิบในประเทศ การนำเข้า-ส่งออก....
*ที่กลางน้ำคือ การ(โรง)กลั่นน้ำมัน
การ(โรง)แยกกาซ การขนส่งทางท่อทั้งบนบกและในทะเล....
*ที่ปลายน้ำคือ ปั๊มบริการขายปลีก
ซึ่งปัจจุบันปตท.ค่อนข้างผูกขาดอยู่
มีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 60% และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
+++ (ง) ในปัจจุบันบริษัท จำกัด (มหาชน)ปตท.
ซึ่งเป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ บริหารจัดการธุรกิจเสมือนมีอำนาจผูกขาดที่ต้นน้ำ
ในการบริหารจัดการธุรกิจการค้าขายปิโตรเลียมดิบในไทยทั้งการนำเข้า-ส่งออก
และที่ขั้นตอนกลางน้ำ ปลายน้ำ โดยมีกฎหมายรองรับสนับสนุน เพื่อสามารถควบคุมเอกชนผู้ค้าขายด้านปิโตรเลียม
ทำให้อยู่ในฐานะเหนือเอกชน และสามารถสร้างผลประโยชน์
ทำรายได้กำไรที่ดีค่อนข้างสูงมาก...สามารถควบคุมเอกชนไม่ให้ได้เปรียบปตท.
---- แต่ปตท.มีจุดเสียอยู่ที่ นำรัฐวิสาหกิจมาแปรรูปขายหุ้นด้วยเจตนาทุจริตและราคาหุ้นที่ขายถุกว่าราคาสินทรัพย์จริงมาก
วิธีการขายหุ้นทุจริต และ บริหารจัดการธุรกิจโดยหมกเม็ด ปกปิดข้อมูล ฉ้อฉล ขูดรีดค้ากำไรโหดแก่ปชช.ภาคครัวเรือนให้เดือดร้อนทั้งทางตรง-ทางอ้อม
เพื่อผลประโยชน์กำไรสูงสุด ให้แก่ผู้ถือหุ้นเศรษฐี กลุ่มนักการเมืองผู้แปรรูปปตท.กลุ่มเล็กนิดเดียว
50% เงินปันผลอีก 50% เป็นผลพลอยได้เข้ารัฐ........ทำให้มีกระแสต่อต้านให้ปตท.บริหารธุรกิจอย่างเปิดเผยโปร่งใสและยกเลิกการผูกขาด....... แต่ถ้าปตท.เป็นของรัฐ 100% เปิดเผยโปร่งใส รายได้เข้ารัฐทั้งหมด มีความยุติธรรมต่อภาคธุรกิจ
และไม่ค้ากำไรเกินควร ขายแกส น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือน
ในราคาถูกเป็นธรรม ก็จะได้การยอมรับจากภาคปชช.แน่นอน.......เช่นเดียวกับการปฏิรูปพลังงานไทยที่กำลังร่างกฎหมายถ้านำปตท.คืนมาเป็นของรัฐได้แล้ว
ควรให้อำนาจบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าขายแบบผูกขาดแก่รัฐและภาคปชช.บริหารร่วมกัน
เพื่อขายแกส น้ำมันราคาถูกเป็นธรรมแก่ปชช.ภาคครัวเรือนและ
นำผลประโยชน์มาจัดทำโครงการสวสดิการต่างๆให้ปชช.ทั้งประเทศ......ไม่ควรเปิดเสรีให้พ่อค้านายทุนมาเป็นคู่แข่งขันของรัฐ
มาแย่งมาแบ่งรายได้ที่ควรจะเป็นของรัฐ สำหรับนำไปจัดทำสวัสดิการให้ปชช.
จริงใหมครับ?
+++(จ) ในการปฎิรูปพลังงานไทย ให้ปตท.เป็นของรัฐและปชช.เมื่อมีโอกาสทำได้....เห็นควรมีแนวทางเรื่องการผูกขาด-การค้าเสรีดังนี้....
----1) ให้รัฐจำหน่ายกาซน้ำมันสำเร็จรุปให้ภาคธุรกิจอย่างยุติธรรม
ขายให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาที่ถูกเช่น ในราคาต้นทุนที่เป็นจริงบวกกำไรไม่เกิน
15% (ส่งผลให้เบนซิน 95
จะราคาประมาณ 25 บาท/ลิตร แกสLPG 12 บ/กก.)
----2) ให้บริษัทพลังงานแห่งชาติไทย(สมมตินำปตท.มาเป็นของรัฐและปชช.ในรูปแบบนี้)
ยังคงมีอำนาจผูกขาดในการบริหารจัดการธุรกิจผลิตปิโตรเลียมสำเร็จรูปค้าขายและและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
คล้ายกับที่ปตท.ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน....เพื่อรวบรวมผลประโยชน์รายได้ในธุรกิจค้าขายปิโตรเลียมให้เป็นของรัฐและปชช.ทั้งที่ต้นน้ำ
กลางน้ำและปลายน้ำซึ่งหากต้องมีการลงทุนเพิ่มบ้าง รัฐมีความสามารถในการหาทุน และ
คืนทุน และ สร้างผลกำไรที่ดีได้.....หมายถึงรัฐ(และปชช.)สามารถดำเนินการเอง
เช่นเรียกทุนจากภาคปชช.ทั้งประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนจากนายทุนพ่อค้าคนไทยและต่างชาติ…..ผลที่ตามมาจากการให้รัฐมีอำนาจผูกขาดโดยมีภาคประชาชนเป็นกรรมการร่วมบริหารจัดการคือ.......
---- ไม่ต้องแบ่งสรรผลประโยชน์รายได้มหาศาลจากปิโตรเลียมที่ให้ผลตอบแทนสูงแทบไม่ต้องมีความเสี่ยง
ไปเข้ากระเป๋าเอกชนพ่อค้านายทุนปิโตรเลียมไทย-ต่างชาติ
ที่กำลังดำเนินกิจการอยู่แล้ว และที่จะเกิดขึ้นใหม่อีกหากเปิดเสรีธุรกิจปิโตรเลียม
....ซึ่งพ่อค้า นายทุนหาทางให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่างๆอยู่แล้ว เช่น ส่งนักวิชาการเข้าแทรกแซง
ให้ผลประโยชน์แก่นักวิชาการ นักพูด นักต่อสู้เพื่อมวลชน หรือตัวเองแฝงเข้ามาเป็นกรรมการปฏิรูปพลังงานไทยในกลุ่มต่างๆเพื่อเสนอ-ออกกฎหมายให้เปิดเสรีการผลิตการค้า
หรือ ไม่ให้รัฐผูกขาด ....หากสำเร็จจะกลายเป็นการเพิ่มคู่แข่งขันของรัฐ....และการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ
ในรูปแบบวิธีการต่างๆก็จะติดตามมาอีก รวมทั้งกลุ่มทุนเก่า ทษ.
ที่มีเครือช่ายอยู่ในปตท.บริษัทแม่ บริษัทลูก-หลานก็จะได้โอกาสเข้ามาร่วมสร้างอิทธิพลอีกวุ่นวายแน่นอน....
---- ผลประโยชน์รายได้ส่วนมากจะได้เป็นของรัฐและปชช.
เพื่อรัฐจะได้นำรายได้จำนวนมากนี้มาใช้บริหารประเทศ
....และจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆ ช่วยเหลือปชช.ได้เพียงพอ ....แทนที่จะเปิดเสรี
แล้วถูกเอกชนพ่อค้านายทุนทั้งคนไทยและต่างชาติแบ่งเอารายได้ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง....มวลมหาประชาชนทุกกลุ่มสีเลยอดได้ส่วนนี้*****
อย่าลืมว่ารายได้ผลประโยชน์ของรัฐจะลดลงอยู่แล้วส่วนหนึ่ง จากการต้องขายกาซ
น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูก กับ การยกเลิกกองทุนน้ำมัน *****ถ้าปล่อยให้เกิดการค้าเสรีแกส
น้ำมันแล้ว พ่อค้านายทุนจะแย่งส่วนแบ่งรายได้ไปอีก*****
เงินที่จะได้มาจัดทำโครงการสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็จะยิ่งเหลือน้อยลง......ทีนี้ชุดผู้บริหารปตท.ปัจจุบันก็จะหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าเอานะ
---- สินค้าปิโตรเลียมนี้เป็นสินค้าที่ไทยไม่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศเหมือนสินค้าทั่วไป
และปิโตรเลียมดิบ(น้ำมันดิบ แกสธรรมชาติ) ที่จะส่งออกก็มีราคาตลาดโลกอิงอยู่แล้ว....ปิโตรเลียมไทยมีคุณภาพดีระดับชั้นนำของโลก
เป็นที่ต้องการของต่างประ เทศจึงไม่มีปัญหาในการขายส่งออก ถ้าอยู่ในระยะทางขนส่งที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ดังนั้นปัญหาการแข่งขันจึงน้อย การวางแผน การบริหารงานจึงง่าย........จึงไม่ต้องห่วงเรื่องรัฐจะมีขีดความสามารถต่ำในการขายถ้าไม่มีเอกชนมาช่วยแข่งขันขาย
----กติกาสากล กำหนดไว้ว่า ปิโตรเลียมของประเทศใด
ให้เป็นสิทธิ์สำหรับใช้สร้างความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดี ของชนชาตินั้น โดยการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เป็นธรรม
( การขายแกส น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูก
และดำเนินกลยุทธต่างๆเช่นให้รัฐใช้อำนาจผูกขาดการผลิต การค้า เพื่อสร้างผลประโยชน์รายได้ให้สูงสุดให้แก่รัฐ
เพื่อนำรายได้มาจัดทำสวัสดิการให้กับปชช.โดยไม่ได้ทำให้ประเทศใดเดือดร้อนนั้น .....ถือว่าเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์โดยเป็นธรรมแก่ประชาชนคนไทยดีแล้ว
ดีกว่าเปิดเสรีทำให้เกิดการแข่งขันหาผลประโยชน์ระหว่างเอกชน กับ รัฐ และที่สำคัญจะเกิดภาวะ
" รวยกระจุก(พ่อค้านายทุน) จนกระจาย(ประชาชนทั่วประเทศ) “ในรายได้ของปิโตรเลียม....
----พี่ น้อง และนักวิชาการ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านโปรดชี้แนะหรือบอกว่าจะเลือกแบบไหนด้วย.....ผมจะได้ไปนำเสนอคณะกรรมการฯครับ ถ้าเราสามารถปฏิรูปพลังงานไทยได้ครั้งนี้ จะได้ไม่มีสภาพเหมือนเตะหมูเข้าปากหมา อีกจนได้ละครับ....?..?..?.. ขอบพระคุณครับ สมมาตร์ พรนที /29 เม.ย.2557
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557
วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2557
OHM: หัวใจปฏิรูปประเทศไทย 2557
OHM: หัวใจปฏิรูปประเทศไทย 2557
ในกรณีประเทศที่มีการปกครองบริ หารในระบอบประชาธิ ปไตยแบบใดแบบหนึ่ง ในระบบรัฐสภาโครงสร้าง 2 สภาแต่มีปัญหาในเรื่ องประชาชนไม่ไว้วางใจและไม่ ยอมรับรัฐบาล และ การเลือกตั้งแบบเดิม การบริ หารและระบบกลไกต่างๆแบบเดิ มเพราะประชาชนผิดหวั งมามากนานแล้ว ประชาชนต้องการให้มี สภาประชาชนแห่งชาติเพิ่มอยู่ ในรัฐสภาเพื่อประชาชนจะได้มีสิ ทธิ์มีเสียงมากขึ้น ติดตามการบริหารของรัฐได้ใกล้ชิ ดสะดวกรวดเร็วขึ้นเหมือนผู้ซื้ อหุ้นบริษัทถือว่าได้เป็นเจ้ าของบริษัทร่วมด้วย ได้เข้าร่วมประชุมรับรู้และมีส่ วนร่วมในการบริหารบริษัท
+++ หัวใจปฏิรูปประเทศไทย 2557+++
**รัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญที่ควรพิจารณาแก้ไข**
***ปัญหาของรัฐธรรมนู ญและกฎหมายต่างๆ
ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม ขาดความเป็นประชาธิปไตยในแง่ที่ ปชช.ไม่มีส่วนร่วม ด้อยประสิทธิภาพ เสียเปรียบต่างประเทศ หรือเป็นกฎหมายที่รั ฐบาลเจตนาออกโดยมิชอบ มีเจตนาเอื้อประโยชน์ให้นั กการเมืองนายทุนพวกพ้องเป็นต้น นั่นคือนักการเมือง, รัฐบาลเองที่เป็นปัญหาของประเทศ ....สำหรับการ “ปฏิรูปประเทศไทยในปีประมาณ 2557” นั้น นับว่ามีกฎหมายที่จำเป็นต้องรี บด่วนแก้ไขจัดทำใหม่หลายเรื่อง พอสรุปได้ดังนี้
***************************** ****************
###1) ให้มีรัฐธรรมนูญมาตราหนึ่งบัญญั ติให้รัฐบาลต้องคืนอำนาจให้ ประชาชนจัดการปฏิรูปประเทศกั นเองทุก 6 ปี นับจากการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ และให้รัฐบาลสนับสนุนด้ านงบประมาณและด้านอื่นๆเพื่อให้ ภาคประชาชนเตรียมการปฏิรู ปประเทศไว้ให้พร้อมสรรพจะได้ สามารถจัดการปฏิรูปประเทศได้แล้ วเสร็จภายใน 6 เดือน โดยให้รัฐบาลขณะนั้นเป็นรั ฐบาลรักษาการณ์และกองทัพเป็ นสภาความมั่นคงจนกว่าจะเลือกตั้ งแล้วเสร็จ
****************************** ****************************** *****
### 2) เรื่องรัฐบาลเป็นเผด็จการทางรั ฐสภาและโครงสร้างด้านการเมือง
เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่อง รัฐบาลเป็นมาเฟียเผด็จการทางรั ฐสภา สร้างอิทธิพลทำลายระบบถ่วงดุลย์ อำนาจ แล้วครองทั้งอำนาจบริ หารและอำนาจนิติบัญญัติ ทั้งใช้อามิสสินจ้างกับฝ่ายตุ ลาการ เพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายเอื้ อประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้ องได้ง่ายและถูกกฎหมายบ้างผิ ดกฎหมายบ้าง ปัญหานี้ จำเป็นต้องแก้ไขและปัญหาการซื้ อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง รวมทั้งปัญหาการแตกแยกแบ่งข้ างของปชช. ....โดยดำเนินการดังนี้
---2ก) ให้ใช้ "รัฐธรรมนูญคุณภาพ(TQM ) และกำหนดให้โครงสร้างรัฐสภาเป็ นแบบ 3 สภา ประกอบด้วย สภาวุฒิ สภาประชาชนแห่งชาติ และสภาพรรคการเมือง ถ่วงดุลอำนาจกัน โดยให้สภาประชาชนแห่งชาติ เป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรงเข้ ามามีบทบาทกำกับรัฐสภาให้บริ หารประเทศเพื่อประชาชน การกำหนดรูปแบบก็เป็นได้ หลายแบบในเรื่องนี้เป็นรู ปแบบหนึ่งที่แสดงไว้อย่างสรุ ปเพื่อพอเข้าใจได้โดยประมาณ
.......( )รัฐธรรมนูญคุณภาพ(TQM) คือรัฐธรรมนูญ ที่ได้ออกแบบจัดทำ "ระบบงาน" รองรับรัฐธรรมนูญไว้ โดยให้มีมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนู ญกำหนดให้จัดทำ "ระบบงาน"สำหรับให้ รัฐสภาและภาครัฐ บริหาร "ระบบ" นี้แทนการบริหาร "คน" เช่นที่กำลังใช้กันอยู่ซึ่งด้ อยคุณภาพ และมี กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่ าด้วยรายละเอียด "ระบบงาน" ประจำปี 255x..... อธิบายโฉมหน้า รูปแบบ โครงสร้าง ขั้นตอน วิธีการทำ วิธีใช้ "ระบบงาน"........แล้ว รัฐสภา รัฐบาล ศาล องค์กรอิสะฯ ภาคส่วนราชการทั้งหมดนำไปจัดทำ "ระบบงาน" ของตนสำหรับใช้บริหารขับเคลื่ อนงานในองค์กรของตนเพื่อเพิ่มคุ ณภาพงานให้สูงขึ้นเรื่อยๆ .....มีเครื่องมืออยู่ใน "ระบบงาน" สำหรับใช้บริหารขับเคลื่ อนงานโดยตรงคือ "วงจรเด็มมิ่ง" (ดร.เด็มมิ่งเป็นผู้เผยแพร่ วิธีการบริหาร TQM ของอาจารย์)
......( ) "ระบบงาน" ที่ดีได้มาตรฐานสากล จะเป็นหลักประกันคุ ณภาพของการบริหาร ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก การบริหาร "ระบบ" ที่ดีได้มาตรฐานสากล โดยมีวงจร P D C A เป็นเครื่องมือในการบริหารขั บเคลื่อนนั้น จะทำให้ผลของการบริหารเป็ นไปตามเป้าประสงค์ แผนยุทธศาตร์แห่งชาติ ของรัฐธรรมนูญรวมถึงทุกแผนงาน แผนปฏิบัติการในระดับล่ างๆลงไปตั้งแต่สภา กระทรวง ทบวง กรม สำนัก กลุ่ม ฝ่าย ของภาคส่วนราชการ จะได้รับการตรวจวัดประเมินผล และ ปรับปรุง จัดทำแผนใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ…..ท ี่สำคัญมากๆคือ รัฐสภา สภาจะต้องเป็นหัวขบวนนำในการบริ หาร “ระบบ” การปฏิรูประเทศจึงจะบังเกิดผล สำเร็จ
.......( ) วงจรเด็มมิ่ง มีหลายชื่อ เช่น วงจรบริหารคุณภาพ PDCA หรือ วงจรปรับปรุงคุณภาพ PDCA หรือ วงล้อปรับปรุงเด็มมิ่ง หรือ วงจร PDCA ที่สำหรับใช้บริหารขับเคลื่ อนองค์กรนั้น เป็นเครื่องมืออยู่ใน “ระบบงาน" ที่เป็นกฎหมายรองรับรัฐธรรมนูญ วงล้อ P D C A หรือ วงล้อ P>D>C>A มีความหมายดังนี้
....
P (Plan = จัดทำแผนงาน , นำแนววิธีปรับปรุงที่คิดได้ ที่กำหนดไว้แต่ละครั้ง แต่ละวงรอบ มาจัดทำเป็นแผนงานใหม่ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกั บแผนใหม่นี้ นำไปปฏิบัติ ) D (Do = นำแผนงานไปปฏิบัติ ได้แก่การปฏิบัติงานประจำวันทั่ วไปของเจ้าหน้าที่ ) C (Check = การสังเกต ตรวจวัดประเมินผลของงานที่ได้ ทำไปเพื่อหาจุดบกพร่อง สาเหตุ ปัญหาของงาน ) A (Action for improvement = การดำเนินกระบวนการปรับปรุ งจนได้วิธีการปรับปรุงเมื่ อตรวจวัดประเมินผลพบปัญหา พบจุดอ่อน หรือพบวิธีเพิ่มคุณภาพ )
วงจรบริหารคุณภาพ นี้อยู่ใน "ระบบงาน" ซึ่งหมุนไปเรื่อยๆอย่างสม่ ำเสมอไม่หยุดตามแผนเวลาที่ กำหนดไว้อย่างแน่นอนเช่น ทุก 4 เดือน ทุกปี ส่งผลให้ การบริหารงาน การทำงานในส่วนราชการ ในสภา ในรัฐสภา มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ โครงสร้างต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีคุณภาพดีขึ้น สามารถบริการปชช.ได้ดีขึ้น กฏหมายต่างๆได้รับการปรับปรุ งให้เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงเป็นการค่อยๆปฎิรู ปประเทศในระยะยาวด้วย ผลของการเพิ่มคุณภาพในทุกหน่ วยงานของภาครัฐ.....สุดท้ายส่ งผลมาถึงให้รัฐสามารถดูแล บริการส่งเสริมภาคเอกชนด้าน การผลิต การบริการ การตลาดให้พัฒนามากขึ้นไปพร้ อมๆกับการพัฒนาของรัฐสภา รัฐบาล เป็นการมุ่งไปสู่การเพิ่มขี ดความสามารถการแข่งขั นของประเทศในตลาดโลก ……โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจเอกชนร่ วมใช้วิธีการบริหาร TQM ด้วย
------------------------------ ------------------------------ ----------------------------
---2ข) สภาพรรคการเมือง ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล กับ ฝ่ายรัฐบาลเงา โดยแต่ละฝ่ายมาจากพรรคการเมื องทั้งพรรค ลงสมัครเลือกตั้งแบบยกพรรค โดยให้ปชช.ไปเลือกตั้งลงคะแนนด้ วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์ เทคโนโลยีชุมชนท้องถิ่น ที่กท.เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารสร้างไว้ ทั่วประเทศแล้ว .....พรรคที่ชนะอันดับหนึ่งได้ เป็นรัฐบาลทำหน้าที่บริ หารราชการแผ่นดิน ออกกฎหมายใดๆไม่ได้(Do, D) และ หน้าที่นำร่างกฎหมายที่ผ่านรั ฐสภาแล้ว ไปเสนอออกพระราชกิจจานุเบกษา... ..พรรครองได้เป็นรัฐบาลเงา ทำหน้าที่แข่งขันตอบปัญหากับรั ฐบาล เสนอแนวทางการปรับปรุงที่ สภาประชาชนแห่งชาตินำเสนอในที่ ประชุมรัฐสภา และหน้าที่ตรวจวัดประเมินผล(Che ck, C ) สภาต่างๆ องค์กรอิสระฯ และศาล
---2ค.) ให้ปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ และอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) ที่เป็นอยุ่โดยให้แยกหน้าที่ ขาดจากกัน ให้รัฐบาลหรือฝ่ายบริหารทำหน้ าที่ Do "มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ" คือ มีหน้าที่(ใช้งบประมาณ) บริหารราชการแผ่นดิน (Do) โดยไม่มีอำนาจหน้าที่แก้ไข ออกกฎหมายใดๆแม้แต่มติครม. ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติหรือสภาวุฒิ ทำหน้าที่ Plan "มีอำนาจแต่ไม่มีเงิน" คือ ไม่มีหน้าที่(ใช้งบประมาณ)บริ หารราชการแผ่นดินโดยตรง แต่มีหน้าที่อำนาจบริหารจั ดการกฎหมาย แก้ไข ออกกฎหมายทุกประเภท ทุกเรื่อง รวมทั้งทำสัญญาของรัฐที่สำคั ญได้แก่สัญญาต่างประเทศ สัญญากู้เงิน สัญญาจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ (Plan) สำ หรับการจัดทำกฎหมาย เช่น พิจารณาความเหมาะสมและจัดทำมติ ครม.ตามที่รัฐบาลต้องการ จัดทำ พ.ร.บ.รายจ่ายงบประมาณประจำปี ......โดยดำเนินการผ่ านกลไกและวิธีการทางรัฐสภา ทั้งนี้ให้ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายนิ ติบัญญัติมีการถ่วงดุลย์ อำนาจหน้าที่กันในขั้นตอนงานที่ สำคัญได้
---2ง.) เพิ่มสภาประชาชนแห่งชาติในรั ฐสภาตามรัฐธรรมนูญ
สภาประชาชนแห่งชาติ ในที่นี้มาจากองค์ กรภาคประชาชนท้องถิ่นที่รวมตั วกันเพื่อต้องการร่วมกันดูแลรั กษาบริหารจัดการตัวเองปรับปรุ งชุมชนของตนให้เข้มแข็ง และกำกับการปฏิบัติงานของ "การเมืองท้องถิ่นระดับตำบล" เป็น "สภาท้องถิ่น" โยงยึดกันเป็นเครือข่ายเข้าสู่ รัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ เพื่อร่วมดูแลรักษา "ปรับปรุง" บริหารจัดการประเทศชาติ และ กำกับการเมืองในระดับชาติให้ สนใจเอาใจใส่แก้ไขปัญหาของท้ องถิ่น เป็น "สภาประชาชนแห่งชาติ" และเพื่อพิทักษ์รักษาความเป็ นประชาธิปไตยคือ 1)ความเป็นธรรมจากนิติรัฐหรื อจากกฎหมาย 2) สิทธิเสรีภาพอันสมบูรณ์ ของความเป็นไทย 3) รักษาดุลย์อำนาจและผลประโยชน์ ของตนไว้..ไม่ให้ระบอบเผด็ จการทางรัฐสภาหรือเผด็ จการทางทหารเข้ายึ ดครอบงำเอาความเป็นประชาธิ ปไตยไป....
**** สภาท้องถิ่น
ในเบื้องต้นควรประกอบด้ วยประธานสภาฯ รองประธานฯ 2 คน "กรรมการสภาท้องถิ่นผู้ ทรงความรู้ทางอาชีพ" อย่างน้อย 5 คน "กรรมการสภาท้องถิ่นนักวิชาการ" อย่างน้อย 5 คน และชาวตำบลเป็นสมาชิกทั่ วไปของสภาท้องถิ่น เมื่อจดทะเบียนเป็นสภาท้องถิ่ นแล้วจึงค่อยๆเพิ่มกรรมการที่มี จิตใจเสียสละเพื่อท้องถิ่นทั้ง 2 ชุดสำหรับช่วยปฏิบัติงาน
สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติ ในที่นี้กำหนดให้มีจังหวัดละ 4 คน โดยชาวตำบลหรือสมาชิกทั่วไปจะคั ดเลือกผู้ที่เหมาะสมจะเป็นสมาชิ ก "สภาประชาชนแห่งชาติ" ของตำบลตน จากประธานฯ รองประธานฯ และจากกรรมการทั้ง 2 ชุด ไปรวมกันในระดับจังหวัด แล้วปล่อยให้คัดเลือกกันเองหรื อจับฉลากเป็นสมาชิ กสภาประชาชนแห่งชาติ 4 คน เข้าสู่สภามีอายุ ในการดำรงตำแหน่งใช้ระบบเดียวกั บกับของสภาวุฒิ โดยต้องเว้นวรรค 1 สมัยเช่นเดียวกัน ในระหว่างดำรงตำแหน่ง สภาท้องถิ่นเจ้าสังกัดมี อำนาจเปลี่ยนตัวคนได้ตลอดเวลา
งบประมาณสนับสนุน สภาท้องถิ่น ให้มีกฎหมายกำหนดให้มี งบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ ายในการดำเนินกิจรรมของสภาท้ องถิ่น แบบเหมาจ่ายเดือนละ 30,000 บาท (7000 ตำบล ประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน หรือ ปีละ 3,000 ล้านบาท (สามารถใช้รายได้จากค่ าภาคหลวงของปิโตรเลียม) โดยสภาท้องถิ่นสามารถใช้เป็นค่ าใช้จ่ายใดๆก็ได้แล้วแต่สภาท้ องถิ่นจะเห็นชอบ เช่นค่าประชุม ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าจัดงานเลี้ยง ค่าบริจาคทำบุญ เป็นต้น ประธานสภาเป็นผู้ตัดสินใจและบริ หารควบคุมเงินร่วมกับสมาชิกฯ โดยปกติจะมีสมุหบัญชีจัดทำบัญชี ค่าใช้จ่ายของสภาท้องถิ่นอยู่ แล้ว แต่ไม่ต้องจัดทำบัญชีรายงานต่ อส่วนราชการใดๆทราบ ให้มีบัญชีเงินฝากของธนาคารพานิ ชย์ชื่อ บัญชี"สภาท้องถิ่นตำบล_ _ (ชื่อ)_ _”
กฎหมายให้อำนาจตรวจสอบแก่สภาท้ องถิ่น
"สภาท้องถิ่น" และ สภาประชาชนแห่งชาติได้รั บอำนาจจากกฎหมายให้มีหน้าที่ ในด้านการตรวจสอบ การทำงานของหน่วยราชการท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น (ให้เป็นไปตามแผนงานโดยสุจริต และทำหน้าที่ดำเนินกระบวนการปรั บปรุง (Action for improvement, A)ในสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพั ฒนาคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ (เช่น เรื่องกฎหมาย สิทธิเสรีภาพ ความเป็นธรรม อาชีพ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาสังคม ศีลธรรม ระบบนิเวศน์วิทยา ทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ พลังงาน ระบบการศึกษา ระบบความยุติธรรมและตำรวจ เป็นต้น)
เพื่อให้เกิดการปรับปรุงในเรื่ องต่างๆตามกล่าว ให้องค์กรเครือข่ายภาคประชาชน สภาท้องถิ่น สมาชิกรัฐสภา เสนอเรื่องให้ "สภาประชาชนแห่งชาติ" เพื่อพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุ มรัฐสภา ให้รัฐสภา ดำเนินการทางวิธีรัฐสภาพิ จารณาหาวิธีแนวทางปรับปรุง โดย "สภาพรรคการเมือง" อันประกอบด้วยรัฐบาล และ รัฐบาลเงา แข่งขันกันตอบปั ญหาเสนอแนวทางปรับปรุงและสมาชิ กรัฐสภาให้ความเห็นเสนอแนะด้วย .....หากเป็นเรื่องกฎหมาย และ สัญญาของรัฐ สภาวุฒิรับไปดำเนินการจัดทำฉบั บร่างมาผ่านความเห็นชอบจากสมาชิ กรัฐสภา แล้วรัฐบาลมีหน้าที่ นำเสนอกฎหมายไปออกพระราชกิจจานุ เบกษา(เพื่อถ่วงดุลย์อำนาจสภาวุ ฒิ)
หากเป็นเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ กฎหมาย เมื่อได้แนวทางปรับปรุงจากรั ฐสภาแล้ว กระทรวงที่เป็นเจ้าของเรื่ องโดยตรงเป็นเจ้าภาพรับเรื่ องไปจัดทำแผนงานปรับปรุงให้แล้ วเสร็จพร้อมใช้งานเพื่อจัดเข้ าพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ฯต่อไป โดยสภาประชาชนแห่งชาติคอยติ ดตามเร่งรัด และ ตรวจแผนงานที่กระทรวงฯทำ ให้เป็นไปตามแนวทางปรับปรุ งของรัฐสภา
***สมาชิกรัฐสภา
"สมาชิกรัฐสภา" คือผู้ที่ได้รับการกำหนดให้เข้ าร่วมประชุมรัฐสภาใน "ที่ประชุมรัฐสภา" ในวาระต่างๆ ทุกวาระเช่นวาระการการออกมติ ครม.วาระการพิจารณาทำสัญญาต่ างประเทศ การอภิปรายตรวจสอบร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นต้น ยกเว้นวาระที่สภาวุฒิแจ้งเป็ นวาระความลับพิเศษทางกลยุทธด้ านต่างประเทศในการแข่งขันชิ งความได้เปรียบกันเช่นในด้ านสงครามใช้กำลังอาวุธ
การประชุมรัฐสภากำหนดให้ มีสมาชิกรัฐสภา ดังนี้ สว.(170 คน) สพ.(รัฐบาล 100 คน รัฐบาลเงา 100 คน) สป.(ประมาณ77*4 คน = 308 คน ) องกรค์อิสระและองค์กรอื่นๆตามรั ฐธรรมนูญจำนวน 9 องค์กร (ให้มีตัวแทนองค์กรละ 5 คน รวม 45 คน )ฝ่ายตุลาการศาล 3 ศาล (ศาลละ 5 คน รวม 15 คน ) องค์กรทางศาสนาตามรัฐธรรมนูญ 14 คน/รูป (ศาสนาพุทธ 4 คน/รูปเป็นพระภิกษุสงฆ์ 2 รูป พุทธมามกะ 2 คน ศาสนาอื่นที่ได้รับการรับรอง 4 ศาสนาๆละ 2 คน และอธิบดีกรมการศาสนา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม) รวม 753 คน เรียกว่า "สมาชิกรัฐสภา"
---2จ.) ให้แก้ไขกฎหมายการเลือกตั้ง การโฆษณาหาเสียง การจัดทำบัตรลงคะแนนเสียง การลงคะแนนเสียงให้มีประสิทธิ ภาพมากขึ้น ให้เกิดความเป็นธรรม และป้องกันการทุจริต ....โดยจัดให้ลงคะแนนเสียงเลื อกตั้งทางอีเลคโทรนิค คอมพิวเตอร์ ซึ่งกระทรวงICT ได้จัดตั้งศูนย์ชุมชนไว้ทั่ วประเทศแล้ว ....และให้กกต.บริหารจั ดทำกฎระเบียบการโฆษณาหาเสียงทั้ งทางแผ่นป้ายโดยกำหนดที่ติดป้ ายรวมกันในแต่ละเขตเลือกตั้ง ให้เกิดการเปรียบเทียบนโยบายแก่ ผู้ลงคะแนน โดยแสดงนโยบาย ชื่อรัฐมนตรีฯลฯ ....สำหรับทางสื่อต่างๆ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้ งพรรครวยและพรรคจน ให้รัฐจัดเวลา จัดสื่อให้ทุกพรรคให้เท่าเที ยมกันโดยรัฐออกค่าใช้จ่าย.... ไม่ให้พรรคการเมืองดำเนินการเอง
---2ฉ.)แก้ไขกฏหมายให้องค์กรอิ สระตามรัฐธรรมนูญ มีอิสระอย่างแท้จริงไม่ให้ สภาใดเข้าไปใช้อำนาจครอบงำได้ โดยเฉพาะเรื่องรายได้เงินเดื อนควรต้องมีเป็นกฎหมายกำหนดให้ ชัดเจนเท่าเทียมกันไม่ให้รั ฐบาลเข้าไปมีอำนาจเลือกให้คุ ณให้โทษได้เป็นบางองค์กรได้
---2ช.) ออกกฎหมายไม่ให้มีรัฐบาลนอมินี่ หรือนายกรัฐมนตรีนอมินี่ ที่ที่ผู้มีอิทพลไม่ได้ร่วมรั ฐบาล แต่ได้แสดงบทบาทพฤติกรรมร่วมบริ หารประเทศกับรัฐบาลอย่างชัดเจน และแสดงอำนาจเป็นเสมือนนายกรั ฐมนตรีเองสามารถสั่งการนายกรั ฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิ นรวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้ าราชการและรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความมั่ นคงของประเทศโดยไม่มี กฎหมายดำเนินการเอาผิดกับรั ฐบาลและนายกรัฐมนตรีได้
****************************** **********************
### 3) เรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริต
เพือเร่งแก้ปัญหาการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงให้มีประสิทธิ ภาพ เพราะปัญหาต่างๆในวงการราชการส่ วนใหญ่มักสืบเนื่องมาจากหรือมี ส่วนพัวพันกับปัญหาการทุจริ ตประพฤติมิชอบ จึงต้องพิจารณสร้างมาตราการต่ างๆแก้ไข เช่น
--- 3ก.) ปรับปรุงให้มีระบบตรวจสอบอันมี ประสิทธิภาพ รวมถึงการอำนวยความสะดวกสนับสนุ นส่งเสริมด้านงบประมาณและรางวั ลในการนำจับ ชี้เบาะแส ให้หลักฐาน เป็นพยาน และให้ภาคประชาชน หมายรวมถึง สภาท้องถิ่นเครือข่ ายของสภาประชาชนแห่งชาติ มีสิทธิ์ในการตรวจสอบและฟ้ องดำเนินคดีด้วย ให้สามารถดำเนินการต่อต้าน จัดการกับการทุจริต การฉ้อราษฏร์บังหลวงอย่างมีคุ ณภาพ เพื่อให้ผลประโยชน์จากภาษี ทรัพยากรธรรมชาติ รัฐวิสาหกิจ เกิดผลประโยชน์สูงสุดแก่ ประเทศชาติและปชช.
--- 3ข.) เพิ่ มความแรงของบทกำหนดบทโทษของกฎหม ายต่างๆที่เกี่ยวกับการแก้ไขปั ญหาการทุจริต เช่น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุ จริตฯ วินัยข้าราชการ เป็นต้น ให้หนักมากๆกว่าเดิม และชัดเจน ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุ กคนรวมทั้งหัวหน้าผู้ควบคุ มและผู้บริหารที่อนุมัติ ที่ประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจสอบให้ดีโดยเพิ่ มบทลงโทษสูงสุดแก่ตัวการให้ถึ งประหารชีวิตโดยให้เลือกวิธี การตายได้ เช่น กินยานอนหลับ ช็อตด้วยไฟฟ้า.......( ) และระหว่างรับโทษไม่ให้มี การลดหย่อนอภัยโทษ มีกระบวนการกฏหมายให้มีการปฏิบั ติอย่างรัดกุม
.......( ) รวมถึงเพิ่มโทษหน่วยงานของรัฐที ่ไม่ให้ความร่วมมือกับหน่ วยงานราชการเองและภาคปชช. ในการแก้ไขปราบปรามการทุจริต เช่นไม่ให้ข้อมูล ปกปิด ไม่อำนวยความสะดวกแกล้งถ่วงเวลา หรือไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่ อสาธารณะตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ........( )บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้ องกับการทุจริต เช่น พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ให้เท่าเทียมกันครอบคลุมทั่วทุ กภาครัฐรวมถึงรัฐสภา สภาต่างๆ และรัฐบาล ไม่ให้หน่วยงานใดมีอภิสิทธิ์อยู ่เหนือกฎหมายอย่างที่กำลังเป็ นอยู่เช่น รัฐสภา ไม่ยอมให้ข้อมูลการสอดบั ตรประจำตัวแทนกันของสส.แก่ผู้ ตรวจราชการแผ่นดิน เมื่อปลายปี 2556 แก่องค์กรอิสระ"ผู้ตรวจการแผ่ นดิน ตามพ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลฯ
--- 3ค.) ปรับปรุงระเบียบพัสดุให้มีประสิ ทธิภาพมากขึ้นในการป้องกั นและแก้ไขการทุจริ ตโดยเฉพาะการฮั้วในการประมู ลประกวดราคาอีเลคโทรนิคซึ่งใช้ ในการประมูลโครงการต่างๆของรั ฐที่มีราคาสูงเช่น 1000 ล้าน 100,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาการสมรู้( ฮั้ว) ของผู้ประมูล การทุจริตของเจัาหน้าที่...... มีรางวัลให้ผู้แจ้งข้อมูลหลั กฐานการทุจริตในวงการจัดซื้อจั ดจ้างของภาครัฐอย่างสูง เช่น 20% ของราคาที่ประมูลได้แต่ไม่เกิน 10 ล้านบาท แก่ผู้ให้ข้อมูลหลักฐานที่ สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ผู้ให้ ข้อมูลหลักฐานเป็นผู้ร่ วมกระทำผิดด้วยจะได้รับการยกเว้ นโทษและบรรดาผู้ที่กระทำทุจริ ตต้องเป็นผู้จ่ายรางวัลนั้ นหากไม่จ่ายด้วยกรณีใดๆ จะมีโทษเพิ่มอีกประเด็นหนึ่ง และ รัฐจะเป็นผู้จ่ายรางวัลเอง
--- 3ง.) คดีทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงถื อเป็นเรื่องบ่อนทำลายชาติที่ร้ ายแรง ไม่มีหมดอายุความจนสิ้นชีวิต ไม่มีการลดหย่อนอภัยโทษทุกกรณี และ หามาตรการป้องกันจำเลยที่เป็นข้ าราชการระดับสูง นักการเมือง ที่คดีเป็นคดีมีโทษแรง มีมูล มีหลักฐาน พยานค่อนข้างชัดเจน หลบหนีออกนอกประเทศเมื่อใกล้ เวลาอ่านคำพิพากษาตัดสินคดี เช่น ให้อำนาจศาลสั่งอายัดตัว กักบริเวณจำเลย สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 15 วันก่อนอ่านคำพิพากษาเพื่อควบคุ มตัวมาฟังคำพิพากษา....ต่ อมาหากจะมีการสู้คดีต้องให้มี การกักบริเวณ และ มีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ ไม่ให้มีการประกันตัว สิ่งเหล่านี้จะทำให้ผู้คิ ดจะกระทำการทุจริตต้องตัดสิ นใจมากและอาจไม่กล้ากระทำเมื่ อรู้มาตรการ เมื่อเห็นตัวอย่าง
----3จ.) ขั้นตอนการพิจารณาคดีสืบสวนสอบสวนเพื่อการตัดสินคดีจำเลย ให้มีการกำหนดระยะเวลาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยอาจแบ่งประเภทคดีตามวงเงินหรือมูลค่าของการทุจริต ความยากง่าย ความลึกลับความร้ายแรง ยศตำแหน่งของจำเลย เป็นตัวกำหนดระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินให้แล้วเสร็จ.....และหากเป็นคดีใหญ่สำคัญให้ศาลหรือองค์กรอิสระฯต้องรายงานผลความก้าวหน้าของคดีทุกสัปดาห์พร้อมแจ้งระยะเวลาที่ดำเนินการแล้ว ระยะเวลาที่เหลือ โอกาศความเป็นไปได้ที่จะสามารถตัดสินคดีได้ตามกำหนดเวลา....สาเหตุที่ช้าหรือเร็วกว่ากำหนดการ เพราะอะไร จะต้องลด - ขยายเวลาเท่าไร.....ภายใน 1เดือนก่อนที่คาดว่าสามารถตัดสินคดีได้ ให้สามารถออกคำสั่งห้ามจำเลยออกนอกประเทศและให้รายงานตัวทุกสัปดาห์ หากเป็นคดีใหญ่ร้ายแรง วงเงินทุจริตสูง เป็นต้น
****************************** *****************
### 4) ปฏิรูประบบราชการและกระจายอำนาจ
---4ก.) ไม่ให้การเมือง มีส่่วนให้คุณให้โทษแก่ ระบบราชการ ....ภาคส่วนราชการมีสิทธิ์เด็ ดขาดในการบริหารจัดการกิ จการภายในองค์ กรของตนเองในการให้รางวัลเพิ่ มขั้น เลื่อนตำแหน่ง โยกย้าย ตามกฎเกณฑ์วิธีการ ตามกฎหมายสำหรับแต่ละส่ วนราชการและควรมีรู ปแบบมาตรฐานอย่างเดียวกันสำหรั บส่วนราชการที่มีการบังคับบั ญชาคล้ายกัน เพื่อมิให้ จนท.ข้าราชการเป็นผู้รับใช้นั กการเมือง กลายเป็นกลไกในการกระทำการทุจริ ตแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมื อง การที่ให้ระบบการเมืองมามี อำนาจครอบงำบังคั บระบอบราชการได้จะเป็นการให้ โทษมากกว่า”ให้คุณ” มากมาย ส่วนที่ว่าข้าราชการอาจจะไม่ สนองตอบนโยบายที่ดีของฝ่ ายการเมืองนั้นยากที่จะเป็ นไปได้ และถ้ามี ครม.สามารถฟ้องศาลหรือองค์กรที่ มีหน้าที่โดยตรงได้
****และให้ปลัดกระทรวง อธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยข้ าราชการ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงและกรมนั้ นๆ ซึ่ง จะเป็นผู้รู้จักผู้สมัครดีกว่ าคนข้างนอก......ซึ่งจำให้เกิ ดคุณมากมายกว่าให้โทษเช่นกัน
--- 4ข.) กระจายการบริหารราชการส่ วนกลางสู่ส่วนท้องถิ่น กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติทุกรั ฐบาลต้องดำเนินการ
กลไกระบบการปกครองของรัฐต้องไม่ รวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง โดยให้ราชการส่วนภูมิภาค เช่นส่วนราชการต่างๆของมหาดไทย พานิชย์จังหวัด มาเป็นราชการส่วนท้องถิ่นขึ้ นตรงกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด....เพื่ อให้มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย มีการกระจายโอกาส สิทธิ เสรีภาพให้ภาคประชาชน มีส่วนร่ วมในการกำหนดนโยบายของชุ มชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น ให้สิทธิในการจัดเก็บภาษีท้องถิ ่น(โดยอาจมีการเก็บแล้วแบ่งส่ วนกัน) เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีบ้านและที่ดิน ภาษีป้าย
เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่นตามหลั กแห่ งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ ของประชาชนในท้องถิ่น เพื่อสอดคล้องกับการมีอำนาจบริ หารจัดการตัวเอง และกระจายงบประมาณรายจ่ ายประจำปีอย่างน้อย จำนวน 35 % ให้รัฐบาลท้องถิ่นทุกระดับ ตลอดจนการใช้ และเข้าถึงซึ่งทรัพยากรในท้องถิ ่นของตน โดยคำนึงถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิ ตของประชากรของประเทศร่วมกัน เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็งบริ หารจัดการตัวเองได้ และเมื่อสร้างกฎเกณฑ์กลไกแล้วต้ องมี "ระบบงาน" รองรับรัฐธรรมนูญ ใช้ควบคุม ตรวจสอบตรวจวัดผล ปรับปรุง ปรับแผนให้มีคุณภาพบรรลุวัตถุ ประสงค์ตลอดไปด้วย
--- 4ค) นโยบายหลักตาม "รัฐธรรมนูญคุณภาพ"( TQM) ของรัฐบาลคือ บริการปชช.และเจ้าหน้าที่ข้ าราชการให้บังเกิดความพึงพอใจ โดยสร้าง "ระบบงาน" (works system) ปฏิรูปกลไกราชการขับเคลื่ อนการบริหารราชการ ให้ข้าราชการทำงานเพื่อประชาชน มีการปรับปรุงปรับแผนอย่างสม่ ำเสมอทันต่อสถานการณ์สภาพแวดล้ อมที่เปลี่ยนแปลง
--- 4ง.) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มาจากการเลือกตั้งทุกจังหวั ดโดยดำเนินการควบคู่กั บการกระจายอำนาจราชการสู่ส่วนภู มิภาค
--- 4จ.) จัดตั้ง "สภาท้องถิ่น" ของแต่ละตำบลยึดโยงเป็นเครือข่ ายแต่ละจังหวัดแล้วคัดเลือกเข้า "สภาประชาชนแห่งชาติ” จังหวัดละ 4 คน เข้าสู่รัฐสภา เป็นสภาหนึ่งของรัฐสภาตามรั ฐธรรมนูญ .....สภาท้องถิ่น ทำหน้าที่ออกแบบวางแผน สร้างงาน จัดการตัวเอง ในชุมชนท้องถิ่นตำบลพื้นที่ ของตนโดยประสานงานร่วมมือกั บราชการส่วนท้องถิ่น การเมืองท้องถิ่น อบต. อบจ.และอปท. และเสนอปัญหา ปากท้องอาชีพของประชาชน สังคมความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมาย ให้สภาประชาชนแห่งชาติ นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อแก้ไขปรั บปรุงตามกลไกวิธีการทางรัฐสภา
---4ฉ.) ยกเลิกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สังกั ดราชการส่วนท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับผู้ว่าราชการจังหวั ดที่มาจากการเลือกตั้ง เพือให้การบริหารบังคับบั ญชาตำรวจมีประสิทธิภาพดีขึ้ นและมีความเป็นกลางสำหรับปชช. ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของรั ฐบาลในการใช้อำนาจเถื่อน
---4ช.) ให้ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีร่วมกั นกับองค์กรระหว่างประเทศเพื่อต่ อต้านการทุจริตในวงราชการ การเมือง เพื่อผูกพันประเทศไทยต้องมี กฎหมาย ป้องกัน ปราบปรามการทุจริต การฟอกเงิน ใช้ตรวจสอบ ป้องกันการทุจริต เช่น อนุสัญญา ต่อต้านคอรัปชั่นของ OECD ปี 2011 และ ข้อตกลง ASEAN Supreme Audit Institutions Assembly ....และเมื่อไทยมี"ระบบงาน" (works system ) ตามแม่แบบของอเมริกาที่ได้ มาตรฐานสากลรองรับรัฐธรรมนูญ จะทำให้กฎหมายไทยมีคุณภาพ มีความเป็นประชาธิปไตยที่โลกให้ การยอมรับยินดีจะเข้าทำธุรกิจติ ดต่อการค้ากับไทยภายใต้ กกกฎหมายไทย
****************************** *************
### 5) ปฏิรูปโครงสร้างด้านเศรษฐกิ จและสังคม เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ ำทางรายได้และโอกาส ให้ปชช.คนไทยระดับล่างหลุดพ้ นจากความยากจน บนพื้นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่ งยืนใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง.. .. ไม่ให้รั ฐบาลกำหนดนโยบายหลอกลวงปชช.ว่ ามุ่งพาประเทศสู่ความมั่งคั่ งแข่งกับประเทศอื่น โดยกู้เงินมาจำนวนมหาศาลด้วยรู ปแบบวิธีการไม่ถูกต้องตามรั ฐธรรมนูญและกฎหมายการเงินการคลั ง ใช้ก่อหนี้สาธารณะมากเกินกำลัง ทำให้ปชช.เป็นหนี้ระยะยาว 30-50ปี โดยไม่ได้นำมาลงทุนเพื่อสร้ างรายได้โดยตรงแก่ประเทศ แต่กู้มาเพื่อหวังผลทุจริ ตแสวงหาผลประโยชน์ให้ตั วเองและพรรคพวกเป็ นการโกงทางนโยบายโดยวางแผนลงทุ นเฉพาะโครงการประเภทที่โกงกินมี ผลประโยชน์มาก มีเงินสำรองส่วนหนึ่งเอาไว้บริ หารตามใจชอบโดยไม่มีใครควบคุ มได้…..
เพื่อแก้ไขป้องกันไม่ให้การกู เงินในรูปแบบนี้เกิดได้ง่ายๆ ให้แบ่งรูปแบบการบริหารงานของรั ฐสภาให้แต่ละสภามีหน้าที่เป็นอิ สระแยกขาดจากกันคือ .....1) สภาวุฒิมีหน้าที่แก้ไขจั ดทำกฎหมายทุกเรื่องทุกประเภทเช่ น มติครม. พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฯ รวมถึงสัญญาที่สำคัญของรัฐได้ แก่ สัญญาจ้างโครงการขนาดใหญ่ สัญญากู้เงิน สัญญากู้เงิน.....2) รัฐบาลทำหน้าที่บริหารราชการแผ่ นดินโดยตรง และนำร่างกฎหมายที่ผ่านความเห็ นชอบจากสมาชิกรัฐสภาแล้ วเสนอออกพระราชกิจจานุเบกษา กับ แข่งขันตอบปัญหาเสนอวิธีการปรั บปรุุงเรื่องที่สภาประชาชนแห่ งชาตินำเสนอในที่ประขุมรั ฐสภาแข่งกับรัฐบาลเงา(ฝ่ายค้ านเดิม) .....3) สภาประชาชนแห่งชาติ ทำหน้าที่ดำเนินกระบวนการด้ านแผนปรับปรุง พิจารณาให้โครงการคุ้มค่า เกิดผลประโยชน์สูงสุ ดและลดความเสี่ยง.....เป็นการถ่ วงดุลย์อำนาจกัน
ดังนั้นจึงต้องพัฒนาเศรษฐกิ จของประเทศแบบทั่วถึง และเป็นธรรม มีเป้าหมายขจัดความเหลื่อมล้ ำทางฐานะที่ชัดเจน มีดัชนีที่วัดบอกความเหลื่อมล้ ำได้แม่นยำ วางแผนบริหารกระจายรายได้ลงระดั บล่างให้ทั่วถึงโดยใช้เงินภาษี รายได้จากสายอาชีพที่ร่ำรวยผั นไปให้สายอาชีพที่ยากจนระดับล่ างให้เกิดความเป็นธรรมระหว่ างนายทุนและลูกจ้างระดับล่างให้ อยู่ร่วมกันได้บนพื้ นฐานของความพอเพียง ให้เกิดความสมดุลย์มิได้มุ่งหวั งการทำประชานิยมรากหญ้ าจนเศรษฐกิจประเทศเสียหายเสี ยความมั่นคง
--- 5ก.) จัดหาแหล่งทุนระยะยาวดอกเบี้ยต่ ำสนับสนุนให้ผู้ต้องการลงทุนสร้ างอาชีพรายได้มีโอกาสเข้าได้ถึ งกู้ได้ง่าย โดยมีมาตรการรองรับช่วยประเมิ นผลตรวจสอบให้คำแนะนำผู้ต้ องการกู้ว่าเป็นโครงการที่ให้ ผลค้มค่าต่อการลงทุน เสี่ยงน้อย และตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาแก่ ผู้กู้
--- 5ข.) แก้ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิ นเพราะที่ดินว่างเปล่าทั้งที่มี เจ้าของและที่สาธารณะป่าเสื่ อมโทรมเหลือน้อย มีพื้นที่ป่าเหลือเพียงแค่ 10% ต้องรักษาไว้เพื่อรักษาระบบนิ เวศวิทยาแหล่งต้นน้ำ พันธุกรรม ห่วงโซ่อาหารของพืช สัตว์บ้าน สัตว์ป่า รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ จึงไม่มีพอแจกจ่ายให้เกษตรกรเพิ ่มเติม สำหรับที่ดินที่มีเจ้าของถูกต้ องตามกฎหมายก็ควรยอมรับในหลั กการประชาธิปไตยในปั ญญาความสามารถที่เจ้าของที่ดิ นได้มาโดยสุจริตไม่ควรบีบบังคั บโดยกฎหมายมากเกินเช่นบังคับซื้ อในราคาถูกเกินนำมาแจกจ่ ายเกษตรกร หรือเก็บภาษีแบบก้ าวกระโดดแพงเกินไป
ดังนั้นรัฐบาลต้องมีฝีมือ มีกึ๋นสร้างงานต่างๆให้ เกษตรกรและลูกหลาน เช่นรั ฐบาลวางแผนการทำเกษตรครบวงจรจนถ ึงการแปรรูปผลผลิต สร้างอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปผลผลิ ตทางการเกษตรจากผลผลิ ตทางการเกษตรที่ไทยมีมากเพี ยงพอและเคยส่งออกนอก เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิ ตทางการเกษตรและสร้างงานรองรั บลูกหลานเกษตรกรในรูปสหกรณ์อุ ตสาหกรรมการเกษตร.....โดยสร้ างแบรนด์เนมของประเทศเป็นผลิตภั ณฑ์ของใช้ อาหารปลอดสารพิษ ทำเกษตรอินทรีย์ ให้โลกยอมรับเชื่อถือ เลิกปลูกฝังค่านิยมให้ปชช.ระดั บล่างทำอาชีพแต่การเกษตร เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ....สำหรับเงินลงทุนควรพิ จารณาจากรายได้ส่วนหนึ่งของทรั พยากรปิโตรเลียมและเงินกู้ ระยะยาวแล้วให้ฑูตต่างประเทศช่ วยหาตลาดให้เป็นต้นและจะเป็ นการช่วยลดปริมาณน้ำต้นทุ นชลประทานจากการขยายพื้นที่ เพาะปลูกด้วย
--- 5ค.) จัดหาแหล่งน้ำต้นทุ นชลประทานรองรับความต้ องการของเกษตรกรให้เพียงพอ ใช้ที่ราชพัสดุสร้างสระเก็บน้ ำขนาดกลาง - ใหญ่ในชุมชนให้ทั่วประเทศแบบรั ฐไม่ต้องเสียค่าขุดโดยให้ดินผู้ รับเหมา บริหารการส่งน้ำชลประทานให้เพิ่ มประสิทธิภาพประหยัด รวมทั้งร่วมวางแผนการเพาะปลู กชนิดพืชที่ควรปลูกในฤดูฝน-ฤดู แล้งเพื่อประหยัดให้น้ำต้นทุ นชลประทานเพียงพอ ควรให้มีการทำนาไม่เกินปีละ 2 ครั้ง
--- 5ง.) ปรับโครงสร้างกระบวนการผลิต การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูป การตลาด และการขนส่ง สำหรับภาคเกษตร แนะนำอบรมเกษตรกรให้เข้าถึง การเกษตรแบบทฤษฎีใหม่ การเกษตรแบบผสมผสาน และสนับสนุนอย่างจริงจังแก่ เกษตรกรรายย่อย มีที่ดินทำกินน้อย และหลักเศรษฐกิจพอเพียง การรวมตัวตั้งกลุ่มสหกรณ์ โครงการเกษตรอินทรีย์ปลอดสารพิ ษทั้งประเทศให้ครบทุกขั้ นตอนกระบวนการผลิต จัดทำโครงการแห่งชาติ ประชาสัมพันธ์ให้เป็นแบรนด์ เนมอาหารเกษตรของไทยที่โลกเชื่ อถึอยอมรับเป็นลูกค้าประจำแม้ ราคาจะสูงบ้าง เช่นรัฐส่งเสริมค้นคว้ าการทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้ผล และออกกฎหมายห้ามค้าขาย นำเข้าสารเคมีส่วนผสมยากำจัดสั ตรูพืช เพื่อป้องกันสุขภาพปชช.ไม่สิ้ นเปลืองค่ารั กษาโรคของโรงพยาบาลและสร้ างเครดิตผลผลิตทางการเกษตรประกั นราคาผลผลิต และเน้นเรื่องการตั้งสหกรณ์อุ ตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตร
****************************** ****************************
### 6) ปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้สามารถตอบโจทก์ความต้ องการของสังคมประเทศชาติผู้ ปกครอง ผู้เรียน และตลาดที่รองรับ พร้อมทั้งให้ทุกคนมี โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่ างเท่าเทียมกัน
- 6ก) ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่ จะสามารถให้การศึกษาฟรี แก่เยาวชน ปชช.ฟรีอย่างน้อยถึงระดับชั้ นสายอาชีพเบื้องต้นคือ อาชีวศึกษาหรือ สายสามัญสูงสุดคือ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับระดับมหาวิทยาลัยต้องเน้ นเรื่องคุณภาพการศึกษา เรื่องการประหยัดค่าเทอมค่าบำรุ งการศึกษา ค่าหน่วยกิต ไม่ผลักค่าใช้จ่ายของรัฐไปให้ผู ้ปกครอง นักศึกษา โดยการให้สถาบันการศึกษามหาวิ ทยาลัยออกนอกระบบ
การออกนอกระบบเปิดโอกาสให้ผู้ บริหารสร้างรายได้ของตนสูงเกิ นเป็นการขูดรีดปชช.เป็นการปั ดสวะให้พ้นตัวของรัฐบาลเพื่ อลดค่าใช้จ่ายจึงต้องนำกลั บมาเข้าระบบตามเดิม เพื่อเป็นการให้โอกาสทางการศึ กษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างทั่ วถึง และสามารถมีงานทำตามความถนัด ประกอบสัมมาอาชีพได้ มีความรู้เท่าทันต่อการเมื องและทำหน้าที่การเมื องภาคประชาชน มีศีลธรรมเข้าถึงแก่ นพระศาสนานำธรรมะไปใช้ในในชีวิ ตประจำวันได้เพื่อเป็นพลเมืองดี อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
***สำหรับการศึกษาในระดับที่สู งขึ้นเมื่อนักศึกษามีงานทำ มีความพร้อมก็ให้พึ่งพาตัวเองช่ วยเหลือตัวเอง ศึกษาต่อยอดได้เอง เป็นการให้รู้จักรักความก้าวหน้ าและพึ่งพาตนเอง
---6.ข ) การยกเลิก หรือ การปรับแก้ วิธีการสอบตรงเข้าสถาบันการศึ กษา
สำหรับวิธีการคัดเลือกนักเรี ยนเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิ ทยาลัยเป็นเรื่องแก้ไขเปลี่ ยนแปลงได้ง่าย แต่ละวิธีก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย ....เรื่องสำคัญคือ ต้องไม่ให้นักเรียนฐานะจนต้ องลำบากเสียค่าใช้จ่ายมากเกิน และเป็นเหตุให้เสียเปรียบนักเรี ยนฐานะดี ถ้ามหาวิทยาลัยมีการเปิดสอบตรง การเปิดรับสมัครตรงสามารถดำเนิ นการทางไปรษณีย์ และอินเตอรเนตได้ การสอบตรงสามารถให้เปิ ดสอบกระจายทั่วประเทศ เช่น 2 จังหวัดจับคู่กันเปิดสอบ 1ที่ หรือให้เปิดการสอบในจังหวัดที่ มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ สอบเฉพาะภาคบ่าย เปิดสอบหลายวันได้ จะสามารถทำให้เกิดความสะดวกกั บผู้สอบ หากติดขัดที่กฎระเบียบใด ก็ให้แก้ไขกฎหมาย คำสั่ง กฎระเบียบและนโยบายที่เป็นอุ ปสรรค ....รัฐบาลจะต้องลงมากำกับดู แลให้เกิดความเป็นธรรม เปิดโอกาสให้เท่าเทียมกั นในทางการศึกษา
---6.ค) นโยบายทางการเมืองของรัฐบาล สอดรับนโยบายของกระทรวงการศึ กษาและทบวงมหาวิทยาลัย ให้ความสำคัญเงินรายได้ของครู มากกว่า คุณภาพการศึกษาของเยาวชน
*** ระบบการศึกษาไทยที่ผ่ านมาและกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ค่อนข้างด้อยคุณภาพแพ้ ฟิลิบปิน เขมร อยู่อันดับ8 ของเอเชีย ......สาเหตุที่สำคัญส่วนหนึ่ งคือ
--- งบประมาณค่าใช้จ่ายของระบบการศึ กษาโดยเฉพาะในระดับประถมและมั ธยมเกือบทั้งหมดกว่า 90% ใช้ไปเป็นรายได้ค่าวิทยฐานะค่ าตำแหน่งและเงินเดือนของครู ไม่ได้ถูกใช้เป็นค่ ากระบวนการสร้างจิตสำนึกของผู้ บริหารระดับกระทรวง และ ครูทั้งระดับผู้ อำนวยการและรองๆลงมา จนถึงระดับครูน้อยทั่วไป และงบประมาณไม่ได้ถูกนำมาฝึ กอบรมพัฒนาการสอนของครู ( ) .....การที่กลัวว่าคนเก่งจะไม่ มาทำอาชีพครูแล้วพยายามเพิ่ มรายได้ให้ครูจนมากกว่าข้ าราชการสายอาชีพอื่นที่ผ่านมา 15 ปี น่าจะพิสูจน์ได้แล้วว่าทำให้เกิ ดผลสัมฤทธิ์ที่ย่ำแย่แก่ ระบบการศึกษา ( )..... การมุ่งหากลวิธีช่วยเหลือพวกเดี ยวกันเป็นหลักใหญ่ ทั้งนักการเมือง รัฐบาล และผู้บริหารกระทรวง (และตัวเองก็มีส่วนได้ด้วย).... .ได้แก่การให้ความสำคัญแก่ เงินรายได้จากการเพิ่มวิทยฐานะ และ รายได้จากตำแหน่ง ของครู เพื่อเสริมสร้างและดูแลรั กษาฐานะทางการเงินของครูมากกว่ าให้ความสำคัญของคุณภาพการศึ กษาของเยาวชน
โดยการปชส.ให้สังคมรู้คุณค่าครู และ เห็นใจในฐานะของครู ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงเพราะทุ กคนล้วนมีครู.....รัฐบาลได้ช่ วยเหลือการเงินแก่ครู และครูก็ช่วยเป็นฐานเสียงการเมื องแก่รัฐบาล ....เรื่องที่รัฐบาลช่วยเหลื อครูมีทั้งเงินให้กู้ ทั้งส่งเสริมตั้งสหกรณ์ นั้นเป็นเรื่องดี แต่เรื่องสำคัญที่ทำให้ ระบบการศึกษาไทยตกต่ำที่สุด คือ การสร้างกลไกวิธีช่วยเหลือครู เป็นสาเหตุที่ทำให้ครูสนใจให้ เวลากับการทำเอกสารเพิ่มวิ ทยฐานะวิ่งเต้นสร้างตำแหน่ง มากกว่าสนใจให้เวลากับการเตรี ยมตัวสอน และการสอน ....ประกอบกับมีตัวช่วยของครู ออกมาด้วย คือนโยบายของกท.ศึกษาธิการที่สั ่งไม่ให้มีนักเรียนสอบตกเรียนซ้ ำชั้น.....ทำให้ครูสบายหลายอย่ าง สอนสบายๆถึงอย่างไรนักเรียนก็ สอบได้ยกชั้น แม้อ่านเขียนหนังสือไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ก็สอบขึ้นชั้นเรียนได้ ครูก็ไม่ต้องรับผิดชอบ(ครูดีก็ มีอยู่แต่ในที่นี่กล่าวถึ งภาพรวมในยุคที่คนดอ้ยจิตสำนึ กมาก)....นี่คือจุดที่ทำให้ ระบบการศึกษาไทยไม่พัฒนาและตกต่ ำลงเรื่อยๆ...สาเหตุคือนึกถึ งเรื่องเงินและผลประโยชน์ ทางการเมืองมากกว่าเรื่องคุ ณภาพทางการศึกษาของเยาวชน
ผลที่เป็นอยู่คือ .....คุณภาพการศึกษาของนักเรี ยนกลับตกต่ำลงมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องให้สถาบันประเมิ นผลฯระดับโลกมาตรวจวั ดเพราะความจริงแล้ว รัฐมนตรี ปลัดกระทรวงฯและกระทรวงการศึ กษาทั้งกระทรวง และโรงเรียนหรือผู้ อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอน ...เล่นการเมืองไป บริหารไป สอนไป ก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าคุ ณภาพการสอนการเรียน คุณภาพนักเรียนต่ำมากๆ (โรงเรียนที่ได้ผลดีมีน้อย) แต่ดอกเตอร์ทางการศึ กษาไทยมากมายไม่มีปัญญาแก้ไข ....เพราะยังแก้ไขตัวเองไม่ได้. ...
--- 6.ง) การพัฒนาระบบการศึกษา
ให้มีการวัดผลสถาบันการศึกษา ครู และนักเรียน นักศึกษา และกระบวนการสอน อย่างโปร่งใส มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากลมี "ระบบงาน" (work systems หรือ WS) และ กระบวนการทำงาน (work processes หรือ WP) สำหรับการประเมินวัดผลวิเคราะห์ ที่เป็นจริงตรวจสอบได้ และปรับปรุงวางแผนนำกลับไปปฏิบั ติงานอย่างสม่ำเสมอโดยผู้เชี่ ยวชาญ ใช้ประสิทธิผลของนักเรียนเป็นดั ชนีชี้วัด (ต่อไปนี้เป็นข้อแนะนำวิธี การแก้ไขพัฒนาระบบการศึ กษาของไทยที่หลงทางมานานนับ 10 ปี (เรื่อง “ระบบงาน” ได้สรุปมาจากของ อาจารย์ ปรีดา ชลกุล)
--- ยกเลิกสมศ.(สำนักงานรั บรองมาตรฐานและประเมินผลแห่ งชาติ) ทำหน้าที่เป็น องค์กรประเมินผลภายนอก ซึ่งผู้บริหารเป็นคนโปรดของรั ฐบาล ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ยังออกแบบไม่เป็นในเรื่อง "ระบบงาน" ( WS) กับ กระบวนการทำงาน (WP ) ซึ่งเป็นพื้นฐานของการประเมินผล ....เป็นเหตุให้มีปัญหาเรื่อง "การประเมินผลการศึกษา" เป็นแบบ 2 มาตรฐาน ทำให้การพัฒนาระบบการศึ กษาไทยตกต่ำลงเรื่อยๆนานนับ 10 ปีแล้วโดยรัฐบาลไม่ สามารถทำอะไรได้. --- การแก้ไขต้องใช้ SPP ช่วยแก้ไข โดยใช้เพียงมาตรฐานเดียวคือ มาตรฐาน ECPE (Education Criterea for Performance Exellence) ซึ่งครอบคลุมการบริหารการศึ กษาทุกเรื่องแล้วไม่จำเป็นต้ องมี สมศ.
--- "แผนพัฒนาการศึกษา" ทุกระดับรวมทั้ง "การวิจัย" ที่ทันสมัยต้องอยู่บนพื้ นฐานของ"ระบบงาน" (WS) และ "กระบวนการทำงาน" (WP) หาก กกอ.ขาดระบบดังกล่าว.....ก็ถื อว่าไม่มีฝีมือในการวางแผนพั ฒนาการศึกษาโดยเฉพาะในระดับอุ ดมศึกษาทั่วประเทศ
--- สมศ. มีปัญหาสับสนเรื่อง "ตัวชี้วัด" ที่ สมศ. สร้างขึ้นมาเอง เช่นตัวชี้วัด เรื่อง"มาตรฐานด้านการวิจั ยและงานสร้างสรรค์" ไปซ้ำกับหมวดที่ 4 ของ ECPE (Measurement, Analysis, and Knowledge Management. ซึ่งจำเป็นต้องมี WS กับ WP เป็นพื้นฐานสำหรับ "การประเมินผล" แต่ สมศ.ก็ยังออกแบบระบบ WS และ WP ไม่เป็น ทำให้ไม่มี ตัว ที่จะใช้เป็นพื้นฐานสำหรั บประเมินผล ทำให้เป็นเหตุที่มาของ
ปัญหาการประเมินผล เป็นแบบ 2 มาตรฐานเช่น SAR ขวางความสำเร็จของการปฏิรู ปการศึกษา .....ซึ่งสามารถแก้ไขโดยไม่ต้ องมี สมศ.มาทำหน้าที่องค์กรประเมิ นผลภายนอก แล้วใช้การบริหาร TQM หรือ "การบริหารระบบ" Quality Management System ซึ่งมีระบบเดียว (Single System) เป็นแกนในการปฏิรูปการศึกษา
(Quality Management system หรือ Quality system หรือ Body of practices ขององค์กรมาตรฐานสากล หรือ " ระบบงาน" Work systems (set of managemence practices) ใน PMQA ของกพร. หรือ "ระบบงานใน ECPE ของสกอ.)
----------------------------- ------------------------------ -----------
***สรุปการแก้ปัญหาการศึ กษาของไทย
ตามที่สถาบันวิจัยการศึกษาระดั บโลก ได้วิจัยว่าการศึกษาของไทยมีคุ ณภาพด้อยลงเรื่อยๆทุกปีจนปี 2556 อยู่ในระดับท้ายๆของเอเซียคือ ระดับที่ 8 จึงจำเป็นต้องปฏิรูปการศึ กษาไทยให้มีคุณภาพ โดยขอเสนอแนะนำให้ปฏิรูปการศึ กษาไทยให้มีคุณภาพ คือ "มีระบบ" อันเป็น "หลักประกันคุณภาพการศึกษา" โดยใช้การบริหาร TQM หรือ QA เหมือนอย่างที่ประเทศต่างๆใช้ เป็นเครื่องมือปฏิรูป
เนื่องจาก TQM และ QA มีองค์ประกอบการบริหารเหมือนกัน เพียงแต่ QA มีองค์กรประเมินผลจากภายนอก(Ext ernal Accredition) ซึ่งที่เป็นอยู่ของไทยก็คือ สมศ.เป็น "องค์กรประเมินผลภายนอก" ที่ด้อยประสิทธิภาพ ควรให้ยุบเลิกและตามเรื่องนี้ เสนอให้ปฏิรูปประเทศ โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญคุณภาพ (TQM) โดยมี "ระบบงาน" รองรับที่ทุกหน่วยงานรวมถึ งสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องบริหาร "ระบบ" เดียวกันนี้อยู่แล้ว
ดังนั้นหากมีการปฏิรูปประเทศก็ ควรยุบเลิก สมศ. เพราะต้องใช้ การบริหาร TQM ซึ่งมี "ระบบงาน" (WS) หรือมีการ บริหารระบบ อยู่แล้วเช่นเดียวกับ สิงคโปรและมาเลเซีย เพราะหัวใจการประเมินผลอยู่ที่ WS และ WP ตามมาตรฐาน ECPE มาตรฐานเดียว.....
แต่ถ้ายังไม่ได้ปฏิรูปประเทศด้ วยรัฐธรรมนูญคุณภาพ(TQM) ก็ต้องใช้การบริหารTQM ปฏิรูปการศึกษานำไปก่ อนเพราะจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุ งระบบการศึกษาไทยโดยเร่งด่วนไม่ อาจปล่อยไปเรื่อยๆอย่างไร้อนาคต เหมือนที่ผ่านมา ที่สำคัญต้องเน้นคือ "ระบบงาน" ที่จะจัดทำใช้ในการบริหาร TQM นั้นต้องออกแบบจัดทำให้ได้ มาตรฐานสากลที่โลกยอมรับ "ระบบงาน" จึงจะเป็นหลักประกันคุณภาพการศึ กษา และหัวใจการประเมินผลจึงจะอยู่ ที่ "ระบบงาน"
****************************** *************
### 7) ขับเคลื่อนประเทศไทยไปเป็นสั งคมสวัสดิการ หรือปฎิรูประบบสวัสดิการให้ปชช. มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึ งโดยคำนึงถึง ความสุขมวลรวมประชาชาติ ความมั่นคงมนุษย์ (Human Security) และ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity)อย่างเสมอภาค ซึ่งไม่ใช่การโยนความรับผิ ดชอบเรื่องสวัสดิการสังคมมาให้ ประชาชนรับผิดชอบกันเองเท่านั้น แต่รัฐจะต้องมีบทบาทเพิ่มขึ้นอี กประการหนึ่งคือการพัฒนาศั กยภาพของกลุ่มและชุมชนให้เข้ มแข็งโดยขยายมิติชุมชนให้ ครอบคลุมชุมชนคนงานซึ่งมีอยู่ เป็นจำนวนมากด้วย เพื่อให้กลุ่มและชุมชนในชนบท ชุมชนแออัดในเมือง และชุมชนคนงานซึ่งเป็นชุ มชนฐานรากมีสวัสดิการที่เข้มแข็ งดูแลกันเองได้
ในขณะเดียวกัน รัฐยังคงต้องมีบทบาทในการจัดสวั สดิการสังคมด้านต่างๆที่ครอบคลุ มคนทั้งประเทศต่อไป และต้องไม่ปิดกั้ นประชาชนในการเรียกร้องสิทธิสวั สดิการที่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่ มคนชายขอบต่างๆ ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการที่จั ดโดยรัฐ ซึ่งมีอีกจำนวนมากด้วย รัฐจะทำได้โดยจัดเก็บภาษีอย่ างทั่วถึงและเป็นธรรมและใช้เงิ นรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติปิ โตรเลียมซึ่งจำเป็นจะต้องแก้ ไขพ.ร.บ.ปิโตรเลียมให้มีคุ ณภาพในการจัดเก็บรายได้อย่ างโปร่งใสตรวจสอบได้แก้ไขการทุ จริตในการจัดเก็บค่ าภาคหลวงและภาษีให้เทียบเท่ าอารยะประเทศที่การเมืองไม่เป็ นระบบเผด็จการในร่างประชาธิ ปไตยเช่นไทย เพื่อนำมาใช้สร้างสังคมสวัสดิ การ และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคื อการขยายระบบประกันสั งคมและบำนาญที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสมและเป็นธรรม อย่างทั่วถึง
****************************** **************************
### 8) จัดให้ระบบเศรษฐกิจมีการแข่งขั นอย่างโปร่งใส เป็นธรรม หลีกเลี่ยงการผูกขาดโดยเฉพาะ "สินค้าต้นทุน" ทีผลิตจำหน่ายโดยรัฐวิสาหกิจเช่ น กาซ น้ำมัน กระแสไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งปั จจุบันผูกขาดค้ากำไรเกินควรขู ดรีดปชช.และมีการฉ้อราษฎร์บั งหลวงอย่างมากโดยไม่ยอมเปิ ดเผยข้อมูลการผลิตให้โปร่งใส ไม่ให้มีการตรวจสอบโดยอ้ างกฎหมายที่รัฐบาลออกมาคุ้ มครองการปกปิดข้อมูลการซื้อ การขาย การผลิต ต้องป้องกันแก้ไขโดย
-ในพ.ร.บ.ของรัฐวิสาหกิจต่างๆต้ องกำหนดให้คณะกรรมการผู้บริ หารองค์กร ต้องประกอบด้ วยกรรมการจากภาคประชาชนที่ ประชาชนแต่งตั้งเข้าไปมากกว่ ากรรมการที่ภาครัฐแต่งตั้งอย่ างน้อย 2 คน และให้ภาคประชาชนสามารถเปลี่ ยนตัวได้ตลอดเวลา....เพื่อให้ สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการรั บรู้ข้อมูล บริหารตัดสินใจ ปรับปรุงแผน นโยบาย วิธีการ การกำหนดราคา สัญญาซื้อขายแก้ไขกฎหมายให้ ผลประโยชน์รายได้เกิดกั บประเทศชาติอย่างสูงสุดไม่รั่ วไหล และเป็นธรรมแก่ปชช.ที่เป็นลูกค้ า
--- บังคับใช้กฎหมายการแข่งขั นทางการค้าอย่างจริงจัง
--- จัดตั้งองค์การคุ้มครองผู้บริ โภคที่มีตัวแทนของภาคประชาชน และเป็นองค์กรที่เป็นอิ สระนอกเหนื อจากระบบราชการและการเมืองซึ่ งมีการเสนอร่างกฎหมายเข้ารั ฐสภาแล้วแต่รัฐบาลยังไม่ ยอมดำเนินการ
****************************** ************
### 9) ปฏิรูปสื่อสารมวลชน
สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็ นหลักการพื้นฐานที่สำคั ญของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีข้อมูลสำหรับการตั ดสินใจ มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมี ประสิทธิภาพ การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่ แตกต่าง โดยสันติวิธี มีสิทธิ์ในการได้รับและเข้าถึ งข้อมูลและข่าวสารของรัฐ จะต้องมีการคุ้มครอง ปกป้องอย่างจริงจัง ปราศจากการแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ และอิทธิพลทางการเมือง ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมื อครอบงำการเสนอข่าวด้านการเมือง ข่าวข้อม,ต่างๆของรัฐบาล ฝ่ายค้าน
--- สื่อมวลชนทุกแขนงต้องนำเสนอข่ าวที่เป็นจริงและเท่าเทียมกั นระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ ภาคประชาชน ....ให้มีกฎหมายให้ประชาชน และฝ่ายผู้เสียหายฟ้องเอาผิดสื่ อใดๆได้ ในกรณีเสนอข่าวแบบเลือกข้าง โดยตรวจสอบย้อนหลังได้ 12 เดือน หากมีพฤติกรรมการเสนอข่าวการเมื อง ข่าวราชการ ข่าวรัฐบาลและข่าวฝ่ายค้าน โดยประมวลได้ว่า เอนเอียงฝักไฝ่ฝ่ายใดด้วยข้อมู ลที่ไม่เป็นจริงสนับสนุนฝ่ายหนึ ่ง ปรักปรำฝ่ายตรงข้ามเสมอๆด้วยข้ อมูลและการวิจารณ์ที่เป็นเท็ จเป็นจำนวนมากอันส่อให้เห็นถึ งความไม่เป็นธรรมในการเสนอข่ าวรวมถึงการให้พื้นที่ข่าวที่ จำกัดไม่เป็นธรรมมีข่าวสารที่ ควรนำเสนอเหมือนสื่ออื่ นๆนำเสนอแต่กลับไม่ยอมเสนอ เป็นต้น.....เมื่ อประผลในภาพรวมย้อนหลังออกมาได้ ค่อนข้างชัดเจนให้ฟ้องศาลได้ โดยมีโทษรุนแรงทั้งจำทั้งปรั บและปิดสื่อ และงดอาชีพบรรณาธิการ ผู้เขียนข่าวประจำคอลัมน์ไม่ให้ ประกอบอาชีพนั้นอีกต่อไป
--- แก้กฎหมายและระเบียบราชการ ที่จะเปิดให้ประชาชนสามารถเข้ าถึงข้อมูลของรัฐได้สะดวกขึ้ นกว่าที่มีอยู่ใน พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลของรัฐในปั จจุบัน รัฐและหน่วยงานของรัฐก็ต้ องกระตือรือร้นในการให้ข้อมู ลเองด้วยจิตสำนึกในฐานะผู้ให้ บริการด้วย ไม่ต้องรอให้ปชช.ไปทำเรื่ องเสนอขอกันไปทุกเรื่อง เสียเวลา เสียเงิน เสียอารมณ์เมื่อไม่ได้รับความร่ วมมือ จะให้ฟ้องดำเนินคดีก็ไม่มีปั ญญา นั่นคือต้องมีกฎหมาย ระเบียบคำสั่ง ให้หน่วยงานราชการต้องให้ข้อมู ลข่าวสารประเภทต่างๆตามที่ กำหนดไว้แก่สาธารณะ....ซึ่งจะมี ประโยชน์ในการช่วยป้องกันการทุ จริตของส่วนราชการนั้นๆด้วย
เสนอให้มีกฎหมายคำสั่ง ให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ทุกหน่วยงานอย่างน้อยตั้งแต่ ระดับกรม และหน่วยงานการเมืองท้องถิ่น ต้องเปิดเวบไซด์ นำข้อมูลเอกสารราชการที่จะเป็ นประโยชน์ ที่ปชช.เคยสนใจขอกันมาก ควรเอาลงในเว็บไซต์ของหน่วยงาน เพราะถึงอย่างไรในปัจจุบัน ก็เตรียมเอกสารเหล่านี้ในระบบดิ จิตอลหมดแล้ว ไม่ได้เพิ่มแรงงานอะไรขึ้นมา ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ รวมทั้งสามารถให้ปชช.ขอข้อมู ลได้ในเวบโดยต้องตอบให้ข้อมู ลอย่างรวดเร็ว เช่น ภายใน 3 วัน นอกจากเวบไซด์ของหน่วยงานเองแล้ ว ควรให้หน่วยงานเปิดเวบไวด็ของ เฟสบุค(ฟรี) ซึ่งปชช.รู้จักและใช้กันมาก ข้อสำคัญคือต้องมีบทกำหนดโทษอย่ างแรงไว้กรณีบริการปชช.ไม่มี ประสิทธิ์สิทธิภาพ มีเจตนาแกล้งหน่วงเหนี่ยวข้อมูล ไม่สนองตอบปชช.อย่างเจตนาชัดเจน เช่นข้อมูลสำหรับใช้ในการฟ้ องดำเนินคดีแก่หน่วยงานของรัฐ
ให้คิดหากระบวนการที่จะควบคุมรั ฐ มิให้ใช้ มาตรการในกฎหมายและนอกกฎหมาย กำกับสื่อ ทำให้สื่อขาดอิสระ เช่นการออกหนังสือขอความร่วมมื อสื่อในเรื่องไม่สมควร การให้คนของฝ่ายรัฐปาระเบิดข่ มขู่ที่สำนักงานสื่อเพื่ อการควบคุมสื่อ จะแก้ไขอย่างไร.....และเนื่ องจากรัฐ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ เป็นลูกค้ารายใหญ่ของสื่อหลั กจะทำอย่างไร รัฐจึงจะไม่อาจใช้ อำนาจการวางโฆษณาเป็นเครื่องมื อควบคุมสื่อได้ เป็นต้น จะแก้ไขอย่างไร มีปัญญาแก้ไขได้อย่างไรหรือไม่?
--- กำหนดมาตรฐานจริยธรรมของสื่อ มีองค์กรวิชาชีพเป็นเครื่องมื อในการควบคุมจริ ยธรรมและจรรยาบรรณของสื่ อสารมวลชน
****************************** ****************************** *****
### 10) ปฏิรูประบบยุติธรรม
สิทธิการเข้าถึงกระบวนการยุติ ธรรมอย่างทั่วถึง มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างเท่ าทียม ไม่ใช้กระบวนยุติธรรมเพื่อเป็ นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมื อง และผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม ไม่มีสองมาตรฐาน
--- พิจารณาคดีในรูปแบบคณะอัยการ สำหรับคดีสำคัญ คดีที่มีความเกี่ยวกับสังคมส่ วนรวม ไม่รวบอำนาจไว้ที่อัยการสูงสุด
--- มีตัวแทนภาคประชาชนเข้ามามีส่ วนร่วมในระบบอัยการ เช่น อยู่ใน คณะกรรมการอัยการที่แต่งตั้งอั ยการ หรือคัดเลือกองค์คณะอัยการในคดี ที่สำคัญของแต่ละท้องที่ เช่นคดีการเมืองในจังหวัด คดีการเมืองในเขตคดีผู้มีอิทธิ พล
--- ป้องกันการล้มคดี ในคดีตำรวจยศสูงและเป็นคดีสำคั ญให้อัยการร่วมในการสืบสวน หาพยานและหลักฐานด้วย
---- จัดแก้ จัดทำกฎหมายให้องค์กรอิสระฯหลุ ดพ้นจากการครอบงำของสภาใดๆ เช่นเรื่องงบประมาณ การแต่งตั้งหัวหน้า ประธาน การให้อามิสสินจ้างรางวัลจากรั ฐบาล การให้ผลประโยชน์ทับซ้อนจากธุ รกิจเอกชน รัฐวิสาหกิจเป็นต้น
--- มีนโยบาย มีมาตรการ ออกกฎหมาย กำจัดผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น อันเป็นต้นตอของอาชญากรรม อบายมุข ยาเสพย์ติดการพนัน ค้ามนุษย์ การทุจริตในการเลือกตั้ งทางการเมืองและการทุจริ ตในวงราชการ
****************************** ****************************** *
### 11) การปฏิรูปพลังงานไทย
ทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดที่ ประกอบเป็นธุรกิจ อุตสาหกรรมพานิชย์ต้องได้รั บการปฏิรูปเช่นสินแร่ทองคำ คลื่นสัญญานการสื่อสาร ในที่นี้ขอกล่าวถึงการปฏิรูปพลั งงานของไทยเป็นตัวอย่าง ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า พลังงานปิโตรเลียม ซึ่งเป็นสินค้าต้นทุนที่สำคัญต่ อเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ ของปชช.และมีปัญหาการทุจริตต่ อชาติขูดรีดปชช.มากจำเป็นต้ องปฏิรูปทั้งคู่ แต่เพื่อให้เรื่องกระชับและเป็ นตัวแทนของทรัพยากรธรรมชาติทุ กชนิดที่กำลังถูกทำลายอย่างไม่ คุ้มค่าจึงขอใช้พลังงานปิโตรเลี ยมที่ชาติต้องถูกโกงรายได้ เอาไปปีละหลายแสนล้านบาท เป็นตัวแทนทรัพยากรธรรมชาติทั้ งหมด
***ตัวการต้นเหตุที่สำคั ญในการโกงก็คือ รัฐบาลนอมินี่ อดีตนักการเมืองทีเป็นผู้นำรั ฐวิสาหกิจปตท.แปรรูปขายหุ้น นักการเมืองปัจจุบัน ครม. รัฐบาล ภาคส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจผู้ดำเนินการ และกท.พลังงานผู้ควบคุมดูแลกำกั บแผนและนโยบายและราคาขายของรั ฐวิสาหกิจปตท. แต่กท.พลังงานกลับตกเป็นเครื่ องมือของนักการเมืองและรัฐวิ สาหกิจส่งผลให้เกิดการทุจริตเสี ยหายแก่ชาติและปชช.อย่างมากจึ งขอยกแสดงแนวทางปฏิรูปทรั พยากธรรมชาติปิโตรเลียม กาซ น้ำมันที่ไทยมีปริมาณมากและสร้ างรายได้สูงมากเช่นปี 2555 สร้างกำไร 1.32 ล้าน-ล้านบาท จึงมีปัญหาอย่างมากตั้งแต่แปรรู ปขายหุ้นเป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปกำหนดเป็ นวาระแห่งชาติโดยภาคประชาชนเป็ นหลัก
แนวทางปฏิรูปทรัพยากรพลังงานปิ โตรเลียม ต้องเริ่มกันตั้งแต่ ออกกกฎหมายใหม่ หรือยกเลิก แก้ไข ปรับปรุง กฎหมายเดิมที่เกี่ยวข้องได้แก่ รัฐธรรมนูญ(มาตราที่ว่าด้วยทรั พยากรธรรมชาติ ควรพิจารณาแก้ให้ทรั พยากรธรรมชาติเป็นสมบัติ ของประชาชนชน เมื่อรัฐให้สัมปทานไป เจ้าของกรรมสิทธิที่ดินย่ อมจะได้รับประโยชน์อย่างเป็ นธรรมเช่นเดียวกับประเทศอื่น) และ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514 และปีอื่นๆ มติครม.กฎระเบียบคำสั่งที่เกี่ ยวข้องในเรื่องต่างๆ ขอยกเป็นตัวอย่างดังนี้
----------------------------- ------------------------------ -------------
11ก.) ให้ยกเลิกกฎหมายที่คุ้มครองให้ ปตท.ปกปิดข้อมูลที่สำคัญ เช่นรายละเอียดทั้งหมดของชื่อผู ้ซื้อหุ้น ผู้ถือหุ้น โดยไม่ต้องง้อเจ้าของหุ้นใดๆ... ..( ) มีกฎหมายให้รัฐวิสาหกิจปตท.บริ ษัทลูกของปตท. และกท.พลังงาน ต้องเปิดเผยข้อมูลที่ปชช.สงสั ยว่าจะเป็นที่มาของ การหมกเม็ด การฉ้อฉลทุจริต แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบอั นทำให้ผู้ถือหุ้น ประเทศชาติประชาชนเสียหาย เช่น สัญญาซื้อ-ขายปิโตรเลียม และกาซ น้ำมันสำเร็จรูป และ ผลผลิตพลอยได้จากขบวนการผลิต ที่นำเข้าจากต่างประเทศ จากบ่อไทยในประเทศของทุกสัมปทาน และปริมาณดูด-สูบจากบ่อสั มปทานของปตท.เอง รวมถึงปริมาณการซื้อขายที่ แอบตกลงกันอย่างเป็นความลับ (ถ้ามี ....ตามที่ปชช.สงสัยปิโตรเลี ยมดิบที่ปตท.แจ้งว่าสั่งนำเข้ าจากต่างประเทศ แต่ความจริงแอบซื้อมาจากบ่อไทย ) รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะต่ างๆ แก่ปชช.ผ่านเวบ ผ่านสื่อต่างๆทุกประเภท เหมือนอเมริกา และให้ข้อมูลต่างๆที่ ภาคประชาชนขอโดยไม่อ้างเหตุหลี กเลี่ยงที่เป็นเท็จ โดยให้บังคับใช้ พ.ร.บ.ข่าวสารข้อมูลราชการ กับ ข้อมูลของปตท. ทั้งหมดด้วย
........( ) ให้รายงานปริมาณการขนส่งปิ โตรเลียมทั้งน้ำมันดิ บแกสธรรมชาติ แกสสำเร็จรูป และน้ำมันสำเร็จรูป ทุกชนิดจากทุกบ่อไทยทุกหลุ มไทยทุกสัมปทานทุกโรงกลั่นและทุ กโรงแยกแกส ทั้งทางบก ทางเรือ ทางทะเล และส่วนที่นำเข้าจากต่ างประเทศให้รายงานเป็นระบบเหมื อนธุรกิจเอกชนทั่วไปที่จัดทำ
เช่นจัดทำรายงานประจำสัปดาห์ เป็นของแต่ละหลุม หรือ แต่ละสัมปทาน ว่าอัตราการสูบเท่าไร ยอดสูบปิโตรเลียม แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ เท่าไร ขนส่งโดยท่อ โดยรถ โดยเรือ วันไหน เลขทะเบียนเรือรถอะไร บริษัทอะไร ไปไหนบ้างเท่าไร เป็นต้น จะทำให้ภาคประชาชนสามารถสื บตรวจสอบในเชิงลึกต่อไปได้อีก ซึ่งโดยปกติผู้ประกอบการธุรกิ จต้องจัดทำอยู่แล้วเพื่อใช้ ตรวจสอบธุรกิจของตัวเอง หาผลประกอบการรายได้-ขาดทุน ป้องกันการโกงสูญเสีย และเตรียมเป็นหลักฐานไว้ให้ ทางราชการตรวจสอบในเรื่องต่างๆ เช่น การชำระค่าภาคหลวง การชำระค่าภาษีรายได้ และต่อไปอาจเพื่อเป็นหลั กฐานความถูกต้องในการจัดเก็ บรายได้แบบแบ่งผลผลิตแบบ PSC คือ แบ่งปิโตรเลียมดิบที่ปากบ่อกัน ซึ่งไทยควรได้ไม่น้อยกว่า 80%
การทำรายงานมีรูปแบบต่างๆให้ง่ ายสะดวกแก่การดู ตรวจสอบ เช่นรายงานแบบกระทบยอด (ผลรวมในตารางแนวดิ่งเท่ากั บแนวนอน ) เพื่อความโปร่งใส ชัดเจน เพื่อการตรวจสอบการทุจริต การโกงสินค้า โกงภาษี อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนตัวอย่ างของอเมริกา และให้ภาคประชาชนและ อบต. อปท.สามารถเข้าเยี่ ยมชมตรวจสอบการเจาะสูบ การตรวจวัดปริมาณ ระบบการวัดปริมาณปิโตรเลียมที่ ปากบ่อ และที่โรงแยกกาซ โรงกลั่นน้ำมัน ฯลฯ ได้โดยง่าย ไม่แกล้งมีระเบียบเข้มงวดมากเกิ น เพียงแค่ตรวจค้นไม่มีอาวุธ ไฟแช็ก ไม้ขีดไฟ ก็น่าจะพอแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ผู้บริ หารของสถานที่นั้นสามารถเป็นผู้ พิจารณาอนุมัติได้ทันที เป็นต้น
------------------------------ ------------------------------ --
11ข.) ให้มีการสำรวจแหล่งและปริมาณปิ โตรเลี่ยมของแหล่งต่างๆ เพื่อให้การอนุมัติสัมปทานแก่ เอกชนต้องดำเนินการโดยการเปิ ดประมูลเหมือนประเทศต่างๆเช่ นเขมร รัฐจะได้มีรายได้มากขึ้นและเกิ ดความโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันการอนุมัติสั มปทานแหล่งพลังงานยังผู กขาดอำนาจให้รัฐมนตรีกท.พลั งงานตามลำพัง และเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุ นต่างๆโดยเฉพาะต่างชาติทำให้เกิ ดการทุจริต ทั้งในการให้สัมปทาน การเก็บรายได้จากการกำหนดค่ าภาคหลวง 5 - 15% ตามใจรมว.พลังงาน .....
และปริมาณสูบปิโตรเลี ยมขนออกนอกทางทะเลมีการประเมิ นกันว่าน้อยกว่าความจริงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ทำให้รัฐเสียประโยชน์ในค่ าภาคหลวงและภาษีจำนวนมหาศาล ทำให้ข้อมูลรายงานต่างๆทางวิ ชาการเป็นเท็จ จึงต้องมีการติดตั้งมาตรวั ดแบบอีเลคโทรนิ ครายงานผลทางจอคอมพิวเตอร์ แสดงปริมาณสูบปิโตรเลียมที่ ปากบ่อ 2 - 3 จุด ที่ตามท่อสูบ สำหรับตรวจสอบยันกัน
---- และมีรายงานผลสัญญานที่เป็น Real time ไปที่กท.พลังงาน สำนักงานปตท.ในกทม. และที่กท.อีเลคโทรนิคฯ ที่ทำการอบต.ศูนย์ไอซีทีท้องถิ่ น ที่เป็นที่ตั้งหลุมสูบปิโตรเลี ยม.....เพื่อให้ทุกหน่ วยงานทราบผลและมีส่วนร่วมรับผิ ดชอบตรวจสอบด้วย และให้แต่ละแหล่งปิโตรเลียมเปิ ดเวบไซด์รายงานสาธารณะแบบReal timeในอัตราการสูบ และแสดงยอดปริมาณสูบต่อชั่วโมง ต่อวัน ต่อเดือน ต่อปี เป็นสถิติไว้ในเวบไซด์สำหรับให้ ปชช.เปิดชมได้ ตลอดเวลา.......
---- สำหรับที่หลุมสูบปิโตรเลียม มีกฎหมายให้ประชาชน องค์กรอิสระฯ ชุมชนเจ้าของพื้นที่ อบต. อบจ. อปท. เข้าตรวจดู ระบบมาตรวัด ระบบการทำงานของเครื่องอี เลคโทรนิก การรายงายผลของคอมพิวเตอร์ ได้ตลอดเวลา ........( ) และควรให้องค์การปกครองส่วนท้ องถิ่นเป็นคณะกรรมการร่ วมในการพิจารณากำหนดแหล่ งสำรวจและขุดเจาะ.........( )ให้แก้ไขจำนวนพื้นที่สั มปทานให้ใกล้เคียงกับต่ างประเทศคือประมาณแปลงละ400 ตารางกม. จากที่กรมเชื้อเพลิงฯกำหนด 2500 ตารางกม.บนบก และ680 ตารางกม.ในทะเล
..........( ) ให้ระงับการให้สัมปทานปิโตรเลี ยมครั้งที่ 21 จนกว่าจะมีการปฏิรูปพลั งงานไทยแล้วเสร็จเพราะไม่มี ความจำเป็นต้องรีบนอกจากต้ องการทุจริตรับเงินใต้โต๊ะ..... ....ให้มีการเก็บค่าภาคหลวงในขั ้นขอออกอาชญาบัตรการสำรวจกับบริ ษัทต่างชาติ (ประมาณแปลงละ 5 แสนบาท) ........( ) แหล่งปิโตรเลียมบนบกและในทะเล ที่ไม่มีประเทศข้างเคี ยงสามารถเจาะดูดแย่งไปได้ ให้สงวนไว้ให้ลูกหลานคนไทยใช้ ในอนาคต หรือเก็บไว้ให้คนไทย รัฐวิสาหกิจไทยดำเนินการเอง
...........( )ไม่ให้สัมปทานปิโตรเลียมแก่ ใครแบบมักง่าย เพราะไทยไม่จำเป็นต้องรีบดำเนิ นการเอาปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ (โดยเฉพาะต่างชาติ คืออเมริกาซึ่งมีผลประโยชน์ต่ างตอบแทนส่วนตัวกับทักษิน ชินวัตรในการอยากกลับเข้ามามี อำนาจในไทย) เพราะประเทศไทยสามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากปิ โตรเลียมตามกล่าวและไทยมีขี ดความสามารถดำเนินการได้เองมี โรงกลั่นที่สามารถรองรับได้
11ค.) ให้มีการกระจายอํ านาจตามการปกครองในระบอบประชาธิ ปไตยฯ ไปยังประชาชน โดยให้ภาคประชาชนสามารถเข้าไปมี ส่วนร่วมรับรู้ บริหาร ตัดสินใจในขบวนการบริ หารงานของรัฐวิสาหกิจปตท.และกท. พลังงานโดยให้ภาคปชช.สามารถส่ งตัวแทนเข้าเป็นคณะกรรมการร่ วมมากกว่ากรรมการที่ภาครัฐแต่ งตั้ง 3-5 คน และภาคปชช.สามารถเปลี่ยนตั วกรรมการของตนได้ตามต้ องการตลอดเวลา หน้าที่สำคัญช่วงแรกคือพิจารณา แก้ไข ปรับปรุง ยกเลิกกฎหมาย รัฐธรรมนูญ กฎระเบียบ คำสั่ง ข้ออ้างต่างๆที่เกี่ยวข้องกับปิ โตรเลียม ที่ไม่เป็นธรรม ที่เป็นเหตุให้ทุจริต ที่เป็นอุปสรรคต่อความโปร่งใส
11ง.)เปลี่ยนระบบการจัดเก็ บรายได้เข้ารัฐจาก เช่นค่าภาคหลวงเปลี่ยนเป็นระบบ PCS
คือแบ่งปิโตรเลียมดิบจากปากหลุ มให้ไทยได้ไม่น้อยกว่า 80% (และงดเก็บภาษีรายได้)เท่าๆกั บต่างประเทศที่มีการปฏิรูปพลั งงานแล้วเช่น โบลิเวีย เวเนซูเอลลา อาร์เจนตินา โดยไม่ต้องกลัวว่าต่างชาติจะสุ มหัวแกล้งไม่เอาสัมปทานกัน เพราะมีบริษัทต้องการมากและ ไทยมีโรงกลั่นฯ มีความพร้อมดำเนินการเองได้ การเก็บรายได้โดยระบบ PCS จะทำให้ไทยมีผลพลอยได้ จากผลพลอยได้ในขบวนการผลิตกาซ น้ำมัน ที่เป็นรายได้เพิ่มอี กมากและลดปัญหาเรื่องการโกงภาษี ได้มาก
และมีปิโตรเลียมดิบราคาถู กมากๆสำหรับผลิตกาซ น้ำมันใช้ในประเทศให้ปชช.ใช้ ในราคาถูก แล้วมีเหลือขายต่ างประเทศจำนวนมาก.....( ) ผลประโยชน์รายได้จากค่ าภาคหลวงให้แบ่งส่วนให้แก่องค์ การบริหารส่วนท้องถิ่นใช้เป็ นสวัสดิการแก่ชุมชน และแบ่งให้เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ ดินบนแหล่งปิโตรเลียมเหมือนต่ างประเทศ
11จ.) ให้มีการกำหนดเป็นนโยบายแห่ งชาติ ในการนําพลังงานทดแทน/หมุนเวียน มาประยุกต์ใช้ อย่างเป็นรูปธรรม โปร่งใสเพื่อสุขภาพของปชช. เพื่อประหยัดเงินของรั ฐและลดการใช้ปิโตรเลียม .........( ) มีความสุจริตในการซื้อขายพลั งงานเพราะที่เป็นอยู่รัฐวิสาหกิ จการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีการเล่ นพวกซื้อกระแสไฟฟ้ าจากเอกชนพวกพ้องในราคาที่ แพงมากไม่เป็นธรรมส่งผลให้ค่ าไฟฟ้าแพงด้วย…..เยรมันมี แสงแดดน้อยกว่าไทยแต่สามารถใช้ แสงแดดสร้างพลังงานไฟฟ้าใช้ได้ ถึง 80% ของความต้องการภายในประเทศ
11ฉ.)ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื ่อให้มีการออกกฎหมายหรื อพระราชบัญญัติ "องค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู ้บริโภค" ที่เข้าไปอยู่ในรัฐสภาแล้ว เนื่องจากประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจพระราชบัญญัติคุ้ มครองผู้บริโภค ที่มีอยู่แล้ วเพราะภาคประชาชนไม่มีส่วนร่ วมและมีคนของนักการเมืองเป็ นประธาน (พร้อมทั้งให้แก้ไขกฎหมายให้ องค์กรอิสระเป็นอิสระอย่างแท้ จริงโดยเฉพาะในเรื่ องของงบประมาณและและการเข้าสู่ ตำแหน่งประธานฯ
11จ.) ให้มีการยกเลิกและแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายที่เกียวข้องกั บปิโตรเลียม เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม มติครม.ให้มีคุณภาพ ไม่ขัดแย้งกัน มีความเป็นประชาธิปไตย มีความเป็นธรรมต่อประเทศชาติ และปชช.ไม่ผิดหลักการบริหารรั ฐกิจหรือไม่ก่อให้เกิ ดผลประโยชน์ทับซ้อนในการให้ข้ าราชการเป็นกรรมการบริหารของบริ ษัทเอกชน ส่งผลสนับสนุนให้เกิดการทุจริต การขูดรีดทรมาณปชช.ทั้ งทางตรงทางอ้อม(ส่งผลลูกโซ่ให้ ค่าครองชีพสูง รายได้ตามไม่ทัน)
.......( ) ให้หาวิธีการบังคับใช้กฎหมายที่ ดีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ ......( ) คดีใดที่ศาลตัดสินแล้วต้องบังคั บให้ปตท.ต้องดำเนินการโดยด่ วนเช่นคดีให้ปตท.คืนท่อส่ งของปชช.ให้รัฐ.....แต่ปรากฎว่ าจำนวนมากยังไม่ยอมคืนและยังคิ ดค่าส่งผ่านท่อของปชช.แทนที่ จะจ่ายค่าเช่าท่อให้ปชช
.......( ) ให้พิจารณาลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้ บริหารที่ผ่านมาไม่ปฏิบัติหน้ าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติ และปชช.เช่นคณะกรรมการกำกั บการพลังงานที่ ไม่ดำเนินการให้ปตท.คืนท่อดั งกล่าว
.......( ) ให้แก้กฎหมายที่ให้อำนาจผู้บริ หารมากเกินจนส่อแสดงให้เห็นว่ าต้องการให้เกิดการทุจริตง่ ายๆเอาเงินใต้โต้ะไปแบ่งกัน เช่นให้รมต.ของ กท.พลังงานมีอำนาจโดยลำพั งในการคิดค่าภาคหลวง 5-15% ขยายอายุสัมปทาน อนุมัติสัมปทาน ควรจัดทำในรูปของคณะกรรมการมี ภาคประชาชนร่วมด้วย
......( ) ให้มีกฎหมายห้ามกท.การคลังอนุมั ติเงินคงคลังใช้อุดหนุนการลงทุ นด้านพลังงานทุกชนิด (เพื่อเพื่อลดอัตราส่วนการลงทุ นของรัฐให้น้อยกว่าเอกชน หรือน้อยกว่า 50% ดังที่เคยมีการพยายาม ).......( ) กำหนดวงเงินค่าโฆษณาประชาสัมพั นธ์ต่อปีของรัฐวิสาหกิจปตท.ซึ่ งเป็นกิจการค่อนข้างผูกขาดอยู่ แล้วไม่จำเป็นต้องประชาสัมสัมพั นธ์มาก ที่ใช้มากสาเหตุคือต้องการปิ ดปากสื่อต่างๆไม่ให้กล่าวถึ งความเลวของปตท.
11ฉ.) เพื่อเพิ่มรายใด้ให้ ประเทศและเพื่อความเป็นธรรมแก่ ปชช.ที่ต้องเสียภาษีขาเข้ าในการสั่งซื้อปิโตรเลียมจากต่ างประเทศ จึงให้ยกเลิกอภิสิทธิ์ของปตท. ในการขายเชื้อเพลิ งออกนอกประเทศโดยไม่เสียภาษี ขาออกทำให้ปตท.มีกำไรมากแต่รั ฐเสียผลประโยชน์
11ช.) ให้แสดงรายการคำนวณราคาขายปลี กที่หน้าปั๊มของกาซ น้ำมันทุกชนิดโดยใช้ราคาต้นทุ นที่เป็นจริง ไม่ใช่อ้างอิงต้นทุนปิโตรเลี ยมดิบในราคาตลาดโลกทั้งหมด .........( ) และแก้มติ ครม.เรื่องอนุมัติให้ปตท.คิดต้ นทุนการผลิตกาซ น้ำมัน โดยใช้ราคาปิโตรเลียมดิบอ้างอิ งราคาตลาดโลกให้ชัดเจนในกรณี ไหนบ้าง หรือตามความเป็นจริง
.........( ) .ปิโตรเลี่ยมจากบ่อไทยต้ องนำมาให้ภาคประชาชนในครัวเรื อนใช้ให้เพียงพอก่อนในราคาต้นทุ นจากบ่อไทย และเมื่อพอใช้ก็ไม่ต้องเก็บค่ ากองทุนน้ำมันฯ ส่วนที่เหลือจากบ่อไทยจึงให้ ภาคขนส่งพานิชย์ ภาคอุตสาหกรรมรวมทั้งอุ ตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ ไม่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีอภิ สิทธิ์ในกองทุนน้ำมันและการเสี ยภาษีเหนืออุตสาหกรรมอื่นๆ
...........( ) ถ้าปิโตรเลียมจากบ่อไทยไม่พอใช้ ในประเทศให้เก็บค่าภาคหลวงเป็ นเนื้อปิโตรเลียม โดยไทยได้อย่างน้อย 80% จากปริมาณปากบ่อ (ที่เป็นอยู่คิดเป็นเงิน 5-15% รวมกับค่าภาษี 50% จากกำไรสุทธิเมื่อเจ้าของสั มปทานขายได้) เอามาใช้ในประเทศเพิ่มอีก ตามที่พ.ร.บ.ปิโตรเลียมเปิ ดทางไว้ให้ (แล้วก็ต้องยกเลิกการเก็บภาษีปิ โตรเลียมดิบจากกำไรสุทธิอัตรา 50% เพราะเก็บค่าภาคหลวง 80% มากพอแล้ว) ในชั้นนี้ แน่นอนว่า จะได้ กาซ LPG และน้ำมันสำเร็จรูปต่างๆพอใช้ ในไทยและมีเหลือส่ งขายออกนอกจำนวนมาก จึงไม่ต้องเก็บค่ากองทุนน้ำมันฯ จะทำให้ราคาน้ำมันในไทยถูกลงอี กมาก.........( ) ปิโตรเลียมส่วนที่นำเข้าในปั จจบันให้จัดทำข้อมูลบัญชีให้ชั ดเจน ส่วนใดนำเข้าเพื่อใช้ในประเทศ ส่วนใดเพื่อส่งออกค้ากำไร ปตท.จะได้ฉ้อฉลหมกเม็ดไม่ได้
11ซ.) ให้ยกเลิกนโยบายแสวงหาผลกำไรสู งสุดของปตท.ในช่วงที่ยังยึดปตท. เป็นของรัฐ 100%ไม่ได้ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจต้องดูแลรั บผิดชอบปชช. มิใช่มุ่งรับใช้ระบอบทักษิน เพื่อสร้างผลกำไรมากๆให้ เอกชนเจ้าของหุ้นซึ่งส่วนใหญ่ เป็นของระบอบทักษินแบ่งกับรัฐฝ่ ายละ 50% แล้วกระทำให้ปชช.ยากจนเดือดร้อน ตัวอย่างเช่นผลกำไรของปตท.ปี 2555เป็น 1.32 ล้านล้านบาท(ก่อนหักภาษี) มีการประเมินกันว่าเป็นของฑักษิ น 400 – 500 ล้านบาท
จากการดูเผินๆไม่รู้ข้อมูลเชิ งลึกแล้วเหมือนว่าสร้างกำไรให้ รัฐมาก แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเพี ยงผลพลอยได้จากการสร้างรายได้สู งสุดให้ระบอบทักษินมากๆโดยวิธี ฉ้อฉลหมกเม็ด และออกกฎหมายโจรโดยระบอบทักษิ นสนับสนุนหรือใช้รัฐเป็นเครื่ องมือ โดยความเป็นจริงแล้วกลับมี ผลทำให้รัฐต้องสูญเสี ยผลประโยชน์พร้อมๆกับความเดื อดร้อนของปชช. ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์ของรัฐวิ สาหกิจ
11ฌ.) ถ้ามีการปฏิรูปพลังงานให้ปตท. เป็นของรัฐ 100% แล้ว ให้ปตท.สามารถบริหารกิจการให้ เกิดผลกำไรมากสูงสุดได้ เช่นการผูกขาดแบบที่เคยดำเนิ นการ เพื่อนำกำไรมาเป็นสวัสดิ การของปชช. แต่ต้องขายกาซ น้ำมันแก่ภาคประชาชนครัวเรื อนในราคาถูกประมาณราคาต้นทุุนที ่เป็นจริงเพิ่มกำไร 5 - 15% เป็นต้น........( ) แหล่งปิโตรเลียมบนบกและในทะเล ที่ไม่มีประเทศข้างเคียงเจาะดู ดแย่งไปใช้ได้ ให้สงวนไว้ให้ลูกหลานคนไทยใช้ ในอนาคต หรือเก็บไว้ให้คนไทย รัฐวิสาหกิจไทยดำเนินการเอง.... ไม่ให้สัมปทานแก่ใครโดยเฉพาะต่ างชาติ เพราะประเทศไทยสามารถอยู่ได้ โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากปิ โตรเลียมตามกล่าวและไทยมีขี ดความสามารถดำเนินการได้เองมี โรงกลั่นที่สามารถรองรับได้
11ญ.) แปลงปตท.กึ่่งรัฐวิสาหกิจ (มีเอกชนร่วมถือหุ้น) ให้กลับมาเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% คือรัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด หรืออาจพิจารณาแปลงให้เป็นบริษั ทของรัฐ ให้รัฐถือหุ้น 100% เพื่อให้รัฐสามารถบริการขายให้ ปชช.ภาคครัวเรือนได้ในราคาถู กใกล้เคียงกับมาเลเซีย และสามารถบริหารค้าขายในเชิงธุ รกิจให้ภาคธุรกิจขนส่งและอุ ตสาหกรรมในประเทศในราคาที่เป็ นธรรมรวมทั้งการแสวงหากำไรสูงสุ ดในการส่งออกต่างประเทศเพื่ อหารายได้มาจัดทำสวัสดิการให้ ปชช....... โดยรัฐบีบซื้อหุ้นจากเอกชนมาเป็ นของรัฐในราคาที่เป็นธรรมเพราะ. .......( ) ส่วนใหญ่เจ้าของหุ้นได้ กำไรจากเงินปันผลมากแล้ว....... ..( ) และจากการพิจารณาเบื้องลึกของผู ้ซื้อหุ้นแล้วคาดกันว่าเป็นหุ้ นของ ทักษิน ชินวัตร ประมาณ 50% จากที่ขายให้เอกชน 1000 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ กระทำทุจริตหลายเรื่ องในการแปลงรัฐวิสาหกิจปตท. ขายหุ้นเป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ ......( ) วิธีการขายหุ้นโดยเครื่องอีเล็ คโทรนิคที่รัฐบาลนำมาใช้นั้นผิ ดกฎหมายตลาดหุ้นทำให้เกิดการทุ จริตได้ง่ายในเรื่ องของของการขายล่วงหน้าได้ ......( ) จำนวนหุ้นที่ขายให้ต่อ 1 คน ผิดเงื่อนไขในการขายหุ้นคือเกิ นจำนวนที่กำหนดไว้
......( ) เป็นการแปลงรัฐวิสาหกิจอันเป็ นสมบัติของปชช.เป็นหุ้ นขายในราคาที่ขาดทุนมากคื อราคาหุ้นโดยรวมที่ขายถูกกว่าต้ นทุนของสินทรัพย์ที่เป็นจริ งมากเพื่อการทุจริตเปิดโอกาสให้ ตัวนายกรัฐมนตรีเองและพวกพ้ องในระบอบทักษินได้เป็นเจ้ าของหุ้นชั้นดีรวมประมาณ 700 ล้านหุ้น จากที่ขายให้เอกชน 1000 ล้านหุ้น ในราคาต่ำกว่าต้นทุนมาก
โดยการให้ส่วนราชการประเมินตี ราคาสินทรัพย์ต้นทุนที่เป็นสมบั ติของปชช.และยังมีคุณภาพดี ให้มีราคาเป็นศูนย์ เช่นระบบท่อขนส่งใต้ทะเล ราคานับหมื่นล้านบาทเหลือเพียง 1 บาท และโรงกลั่นน้ำมัน 3 โรงกลั่น ราคาโรงกลั่นละ 5 หมื่นล้านบาทเหลือเพียงโรงกลั่ นละ 1 บาท รวมถึงไม่ได้คิดราคาที่ดินที่ ใช้วางท่อบนบกด้วย ซึ่งคาดกันว่าตัวการผู้แปรรู ปปตทเป็นเจ้าของหุ้นรายใหญ่ถึง 50% ของที่ขายให้ภาคเอกชน ทั้งหมด1000 ล้านหุ้น ซึ่งจะต้องรับผิดชอบโดยการยึ ดทรัพย์มาชดใช้ความเสียหายที่ เกิดขึ้นทั้งหมดแก่เจ้าของหุ้ นรายอื่นๆในการเอารัฐวิสาหกิ จกลับคืนมาเป็นของรัฐตามเดิม .....ซึ่งอดีตนายกรมต.ซื้ อในนามคนอื่น ในนามต่างชาติโดยไม่เปิดเผยชื่ อจริง ดังนั้นการทวงคืนปตท.ผมจึงคิดว่ า ใช้เงินทุนไม่มากและไม่ใช่เรื่ องยากอย่างที่กล่าวกันเพียงแต่ ต้องเปิดเผยชื่อจริงเจ้าของหุ้ นให้ได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งเช่ นให้ศาลบังคับ ปตท. หาก ปตท.ไม่ยอมก็ยึดคืนกลับเป็ นของรัฐโดยรับผิดชอบผู้ถือหุ้ นเฉพาะผูที่เปิดเผยตัวตนอย่างชั ดเจนแล้วเท่านั้น
****************************** **********************************
ส่งท้าย
สภาประชาชนแห่งชาติ เป็นอีกสภาหนึ่งที่เป็นทางเลือก ที่สามารถประกอบเพิ่มเข้าในรั ฐสภาไทยของระบอบประชาธิปไตยอั นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศในเรื่ องเผด็จการทางรัฐสภา( และเผด็จการทางทหาร ) โดยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ให้มีเนื้อหาตามที่ต้องการ คือมีสภาประชาชนแห่งชาติไว้ด้วย แต่การจะก้าวไปสู่การเริ่มต้นจั ดทำรัฐธรรมนูญใหม่ นั้นจะเริ่มต้นได้อย่างไรเป็ นเรื่องไม่ง่ายไม่ยาก เช่น
(ก) มีการทำรัฐประหารแล้วคื นอำนาจให้ประชาชนดำเนินการจัดตั ้งสภาประชาชนประกอบด้วยปชช.ทุ กกลุ่มสีจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั นที โดยภาคประชาชนจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปในรัฐสภาซึ่งมีสภาวุฒิอยู่แล้ว ให้กองทัพเป็นสภาความมั่ นคงดูแลความสงบเรียบร้ อยของประเทศในระหว่างการจัดทำรั ฐธรรมนูญฉบับใหม่.....เมื่ อประกาศใช้แล้วจัดการเลือกตั้ง
(ข) ถ้ารัฐบาลยังคงเห็นแก่ตั ว ชิงความได้เปรียบแก่ฝ่ายค้าน ไม่จริงใจกับประชาชน และหวงอำนาจเพื่อรั กษาผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ไม่ ชอบธรรมและใช้อำนาจป้องกันไม่ ให้การฟ้องร้องกล่าวโทษรัฐบาล พรรคฯ นายกฯ สำเร็จผล การจัดตั้ งสภาประชาชนแห่งชาติก็เป็นเรื่ องยาก มีแต่การอ้างข้อขัดแย้ง เรื่องไม่เป็นไปตามวิถีทางของรั ฐธรรมนูญ
แต่ถ้านักการเมืองมีอุดมการณ์ เกิดจิตสำนึกขึ้นมา ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจับมือร่ วมใจกันเสียสละเพื่อประเทศชาติ ประชาชน สนองตอบความต้องการของประชาชน โดยรัฐบาลยุบสภาและเสนอเรื่ องเพื่อโปรดเกล้าให้ ลาออกจากการเป็นรัฐบาลรั กษาการณ์พร้อมทั้งฝ่ายค้าน ก็ลาออกเกิดสภาพสุ ญญากาศทางการเมือง และเป็นการคืนอำนาจให้ ประชาชนโดยมาตรา 3 และ 7 ของรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม
เปิดทางให้ประชาชนจัดตั้งสภาท้ องถิ่นทั่วประเทศ(แล้วแต่ จะออกแบบให้เป็นลักษณะใด) โดยประมาณก่อน แล้วประสานงานรวมกันเป็นเครือข่ ายยึดโยงเพิ่มระดับขึ้นมาเป็ นสภาประชาชนแห่งชาติ เพิ่มในรัฐสภา เพื่อบริหารประเทศเป็นรั ฐบาลเฉพาะกาล โดยกราบบังคมทูลขอพระราชทานครม. และนายกรัฐมนตรีตามรายชื่อที่ เสนอ....แล้วร่วมกับประชาชนทุ กกลุ่ม จัดทำรัฐธรรมนูญตามต้ องการโดยไม่ให้นักการเมืองเข้ ามาครอบงำ......เสร็จเรียบร้ อยประกาศใช้รัฐธรรมนูญและจั ดการเลือกตั้ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


