The contents of this book are gleaned from the Pali Tipitaka and commentaries , the texts of Theravada Buddhism, which is lived and practiced today in Thailand.The teachings are over 2,500 years old.
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
พ่อของเรา
*** พ่อของเรา ***
( * ) หมู่ทิวเขา เหยียดยาวแสนชัน
สูงแลตระหง่าน โอบธารใส
มั่นคง มิเคยคลอนคลาย
ดังคล้ายแกร่งเย็นชา
แต่คราลัดเลาะเที่ยว สวยงามแท้เชียว
เหนี่ยวนำฟ้าและดินกอดกัน
มองภูไพรแล้วฝัน
คิดถึงพ่อของเรา พ่อของเรา พ่อของเรา
( ** ) สองแขน..ฮึม....พ่อของเรา
คือพระเจ้าทรงพลังสร้างโลกา
จุติมา เป็นหลักชัยบ้านของเรา
ความรักของใครเขา
อาจมากมายมิรู้หมด
แต่รักของพ่อ ลึกซึ้้งเหลือกำหนด
หนักแน่นดังภูเขาเอย.
ดั่งลอยฟ้าสู่ใจของเรา
เขาคือคนเก่งกว่าใครไหน
ป้องภัยและคอยดูแล
ยอมแม้เสี่ยงภัยพาล
แหละเป็นขวัญของบ้าน ฝันไกลมุงาน
เหนื่อยปานนั้นมิเคยบ่นนา
มองตะวันนั้นหนา
คิดถึงพ่อของเรา พ่อของเรา พ่อของเรา
( * * ) (* )
++++++++++++++++++++++
วันพุธที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ฤากำแพงสันดาน…
*****เราหันหลังให้กัน แหงนหน้าหมายดาวดวงเดียวกัน ***
ฝ่ายหนึ่งถูกมองว่า
ดวงใจละมุนอบอุ่นไอรักเคารพกฎหมาย
ตระหนักในความเป็นไทยความเป็นพี่น้องร่วมชาติ
พร้อมปฏิรูป พร้อมปรองดอง
ต้องการความเป็นธรรมในสังคม
.......................
*****อีกฝ่ายหนึ่งถูกมองว่า......
กระด้างก้าวร้าวมัวเมาคึกคะนองในอำนาจเถื่อน
ประสงค์ใช้ความรุนแรงเพื่อการเปลี่ยนแปลง
หัวหมุนไปตามการยุแหย่ของหัวขบวนแกนนำ
ขาดความคิด ความเคารพในตัวเอง บูชาเงินและอำนาจ
ต้องการแต่ชัยชนะอย่างเดียวไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น
ตัวเองไม่เคยผิดใช้เล่ห์ร้ายโยนความผิดให้แต่ผู้อื่น
เป็นคนเก็บกดและด้อยโอกาส.....
...เพราะตัวเองทำตัวเอง?...หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ?
แต่ก็...ต้องการความเป็นธรรมในสังคม
....................................
*****เราพี่น้องไทยรักกันมานานก่อนเราเกิด
ไขว่คว้าหมายดาวดวงเดียวกัน
ควรให้โอกาสรัฐบาลใหม่...นายกรัฐมนตรีใหม่
หากไม่บริสุทธิ์ใจ ที่จะใช้รัฐสภาเป็นไม้สอยดาวดวงนั้น….
....ปฎิรูปประเทศให้เป็นไป...ตามใจเราสองที่พ้องกันอยู่เดิมแล้ว
แล้วเราจะรักกันเหมือนเดิมได้เมื่อไร?..
หากเราไม่เป็นตัวของเราเอง
หากเราไม่ศรัทธาในความรัก...ความเป็นพี่น้อง
หากเราไม่ศรัทธาในความเป็นมนุษย์...ในสติปัญญา
เราคงจะถูกป้อนคำถามว่า.....
ฤากำแพงสันดานได้แบ่งเราเสียแล้วหรือ?.....
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สภาพธรรมและชื่อธรรมที่เกิดในจิต
วันนี้ขอนำเอาประสบการณ์ในระหว่างการนั่งสมาธิมาเล่าสู่กันฟังในเชิงปุจฉา เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยได้ศึกษาตำราแต่ชอบพิจารณาธรรมในแง่มุมต่างๆระหว่างเจริญสติสมาธิและปัญญา ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์โดยตรงแต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่จะได้พิจารณาธรรมในเรื่องที่ผุดขึ้นมาเองในสมาธิ
ความผิดพลาดของเราที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเรียกชื่อ "นามธรรม"ไม่ค่อยถูก เพราะเราศึกษาการบัญญัติชื่อธรรมมาน้อย หรือพูดง่ายๆว่าเราศึกษาธรรมะภาคทฤษฎีมาน้อยอาศัยจำมาตอนเป็นนักเรียน
และธรรมบางธรรมก็มีลักษณะอาการคล้ายๆกันทำให้ไม่แน่ใจว่าธรรมตัวที่(กำลัง)เกิดในใจเราเป็นชื่อไหนกันแน่ ใช้ชื่อเรียกว่าอะไรกันแน่
ยกตัวอย่างเช่น ตัณหา(ขาว)กับฉันทะ(ความพอใจ) มีลักษณะอาการคล้ายๆกันทำให้ไม่แน่ใจว่า ธรรมตัวใดที่ทำให้เราต้องการฝึกปฏิบัติเจริญสมาธิ
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากเพราะมีปัญญาความเห็นชอบเกิดขึ้นมาบอกว่า...จะชื่อขนุนหรือมะละกอก็ช่างเถิด เอาเป็นรู้ว่ากินได้ รูป รส กลิ่นเป็นอย่างไรก็จำเอาไว้เผื่อเรียนรู้ต่อไป อย่าไปสร้างอุปสรรคปัญหาขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
ในสมาธิเราได้เพ่งดูธรรมในดวงจิต(นามธรรม) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอยู่ในจิต อันเป็นธรรมที่เป็นกำลังของจิตได้แก่ 1)สติและสมาธิ 2)ปัญญา และธรรมที่ขอนำมาเกี่ยวข้องอีกธรรมหนึ่งคือ 3)ตัณหา
เราพิจารณาธรรมแต่ละธรรมแล้ว เห็นว่าธรรมที่เกิดในดวงจิตนั้น โดยสภาพแล้วธรรมทั้งหลายนี้ มีสภาพเป็นกลางๆ คือ ไม่ดี ไม่เลว จะนำไปใช้ในทางเลวหรือทางดีก็ได้...ลองพิจารณาดู
1) สติและสมาธิ
สติและสมาธิจะมีมากน้อยสมบูรณ์เพียงใด ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนปฏิบัติให้มีพลัง ให้มีความเคยชินจนเป็นอัตโนมัติของจิต จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วย่อมกอร์ปด้วยสติและสมาธิเสมอๆ
เราสามารถใช้สติและสมาธิ ทำโจรกรรมเปิดตู้เซฟ หรือยิงธนูฆ่านก หรือผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้ หรือเจริญธรรมได้ สติและสมาธิที่ใช้ขณะกำลังเปิดตู้เซฟหรือยิงธนูหรือผ่าตัดหรือเจริญธรรมก็มีสภาพเป็นกลาง ไม่ดีไม่เลว ตัวที่ดีหรือเลวก็คือ เจตนา ตามหลักการที่ว่า เจตนาเป็นกรรมใช่ใหม? ดังนั้นการฝึกสร้างพลังแห่งสติและสมาธิไว้ย่อมมีประโยชน์นำไปใช้ในเรื่องต่างๆ ภารกิจต่างๆได้ทุกอย่าง
2)ปัญญา
สำหรับปัญญานั้น มีผู้กำหนดนิยามของปัญญาไว้หลายความหมายซึ่งก็มีแตกต่างกันไป ในส่วนตัวได้สรุปเป็นนิยามไว้สั้นๆว่า
ปัญญา เป็นสภาวะของจิต ที่ถึงพร้อมด้วยสติ สมาธิในการตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆโดยจิตได้มีสภาพเป็นธรรมนั้นไปด้วย (ทำให้ปัญญาต่างกับความฉลาด)
เมื่อกล่าวถึงปัญญาก็มุ่งเน้นที่ตัวจิต เพราะปัญญาเป็นสภาวะของจิต เมื่อเอ่ยถึงปัญญาก็หมายถึงจิตก่อนแล้วจึงกล่าวถึงสัจจะธรรมที่จิตได้ตระหนักรู้ตามมา จะกล่าวว่าปัญญาคือจิตก็ยังไม่ใช่เพราะจิตยังกอร์ปด้วยสติและสมาธิอันเป็นกำลังของจิตในขณะนั้นอีก
ในภาวะที่จิตตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆ จิตจะมีสภาพเป็นธรรมนั้นด้วย
จิตจะตกอยู่ในสถานะธรรมนั้นด้วย
ทำให้จิตรู้จริงชัดเจนในธรรมนั้น
และอธิบายรายละเอียดได้ถูกต้อง เพราะเป็นการที่จิตรู้ความเป็นไปในตัวจิตเอง หรือเรียกว่า จิตรู้ในจิต
ส่วนการอธิบายธรรมที่จิตตระหนักรู้นั้นจะใช้ภาษาใด ใช้ภาษาคนปนภาษาธรรมอธิบายก็แล้วแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์
(สำหรับความฉลาด ไม่ได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าเป็นการรู้ในเรื่องใด และจิตก็ไม่ได้ต้องมีสภาพเป็นสิ่งที่รู้ จิตไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานะเป็นสิ่งที่จิตรู้ )
พิจารณาตัวปัญญาโดยสภาพแล้วปัญญาก็มีสภาพเป็นกลางไม่ดีไม่เลว เป็นสภาวะหนึ่งของจิตที่สงบ สอาด สว่างอยู่ในศีล227ข้อ มีความเป็นปกติไม่ฟุ้งไม่ดีใจไม่เสียใจ ว่างจากความดีความเลว และตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆของอริยสัจ 4 อันนำไปสู่การดับทุกข์
3) ตัณหา
ตัณหา เป็นความอยากของชีวิต อาจเป็นครั้งคราว หรือเป็นช่วงๆหลายๆปีก็แล้วแต่ เหมือนดั่งเป้าหมายของความต้องการ มีทั้งตัณหาดำและตัณหาขาว
- ตัณหาดำเป็นความทยานอยากทางโลกีย ต้องการเหยื่อที่เป็นรูปธรรมสนองตอบ ทำให้จิตไม่ปกติสุข
-ตัณหาขาว เป็นความอยากทางโลกุตระ มุ่งไปตามเส้นทางแห่งวิชชา อยากมีความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติเรียนรู้สัจจะธรรมเพื่อศานติสุข ความสงบสบายใจ หลายๆท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้ถึงพระนิพาน
เราได้พิจารณาว่า ตัณหามีสภาพเป็นกลางเช่นกัน คือมีทั้งคุณและโทษ ทั้งดีและร้ายอยู่ในตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม ขึ้นอยู่กับ
-แหล่งที่เกิด : สัญชาติญาน สันดาน ความฉลาดความโง่ ความเชื่อ ศรัทธา ปัญญาฯลฯ
-เหตุที่เกิด วัตถุประสงค์ เป้าหมาย :ความกลัว การทำลายล้าง สันติวิธี ความไม่รู้จักพอ หวงแหน ปกป้องรักษา หน้าที่ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง การพัฒนา ฯลฯ
นอกจากธรรมที่ชื่อตัณหาแล้ว ยังมี ธรรมที่ชื๋อฉันทะ คือ"ความพอใจ"อีกที่มีลักษณะอาการคล้ายๆกันตัณหา ต่อเนื่องกันกับตัณหา ซึ่งขอยกมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาของความไม่แน่ใจในการเรียกชื่อของธรรมนั้น อาจเรียกชื่อผิดเพี้ยนเหมือนดังเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราๆท่านๆ ในการปฏิบัติธรรม แม้จะไม่รู้ชื่อของธรรมที่เกิดขึ้น ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเกิดปัญญาตระหนักรู้ในสัจจะธรรม แต่ถ้ารู้ชื่ิอธรรมทั้งหมดอย่างชัดเจนถูกต้องก็เป็นการดีในการสนทนาหารือธรรมะและ เผยแผ่ธรรมะ และอาจเกี่ยวข้องมีผลไปถึงระดับปัญญาญานแห่งการตรัสรู้ด้วย เราเองก็ไม่อาจรู้ได้เพราะเราเป็นแค่มือสมัครเล่น...ยังห่างไกลมากๆ
สรุปแล้ววันนี้เล่าสู่กันฟังในประสบการณ์ของการฝึกปฏิบัติธรรมเรื่อง "สภาพธรรมในดวงจิต"(นามธรรม)
แล้วแถมท้ายด้วยปัญหาในการเรียกชื่อธรรมที่เกิด ที่พิจารณาในระหว่างเจริญสติ เจริญสมาธิและวิปัสนา (หรือในขั้นตอนบูชาพระรัตนตรัยตั้งจิตก่อนจะเริมทำสมาธิหรือวิปัสนา) ซึ่งเรียกชื่อธรรมไม่ค่อยถูกต้อง เพราะเรียนน้อย รู้น้อย บทความนี้จึงควรเป็นแค่ ใช้สำหรับอ่านเพื่อวิจารณ์แลกเปลี่ยนประสพการณ์กัน
ผู้รู้กล่าวว่าธรรมที่รู้มาจากปัญญาในแต่ละครั้งแต่ละธรรม
ควรต้องมีการพิจารณาทบทวนไปมา ให้สอดคล้องเข้ากันได้กับธรรมอื่นๆ
โดยไม่ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย
เพราะธรรมะที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือพุทธวัจนะทั้งหมดล้วนสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กลมกลืนเสริมกันและกันไม่มีแย้งสดุดกัน
ทำให้เรานึกเปรียบเทียบว่า บรรดาธรรมะแห่งสัจจะธรรมที่จิตตระหนักรู้แล้วเปรียบเหมือนโครงข่ายใแมงมุม
และตัวแมงมุมเปรียบดัง ปัญญาหรือตัวจิตรู้ที่วิ่งไปได้ทั่ว รู้ไปทั้งหมดทุกสายใยไม่ผิดไม่พลาด
และสามารถสร้างถักทอสายใยไปได้เรื่อยๆ
การทบทวนธรรมในสมาธิจะเป็นการเจริญปัญญาให้พัฒนาแตกฉานไม่สิ้นสุดจนถึงนิพาน
ขอยึดถือพระรัตนตรัยเป็นสรณอันสูงสุด
OHM
วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553
สรุปข่าว วันที่4 มิย.2553(คนหลวงห่วงชาติ)
เผยภาพชายชุดดำ ถืออาวุธหนักแฝงตัวผู้ชุมนุมแยกคอกวัว
ตำรวจ เผยมีภาพชายชุดดำ 5-6 ราย เห็นหน้าคนร้ายชัด ถืออาวุธหนักแฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เผยภาพชายชุดดำ ถืออาวุธหนักแฝงตัวผู้ชุมนุมแยกคอกวัว
ตำรวจ เผยมีภาพชายชุดดำ 5-6 ราย เห็นหน้าคนร้ายชัด ถืออาวุธหนักแฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกคอกวัว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
"น้า หมู-พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ" สุดทน นำ ปชช.ตั้งเวทีต้านการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่ พร้อมจวก "โสภณ" ผลาญงบประมาณประเทศ ขู่ปักหลักชุมนุมยาว
4 มิ.ย. 53 19.52 น.
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นายกฯบอกปรับครม.6-7เก้าอี้อุบกระทรวง
นายกรัฐมนตรี รับที่ประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เห็นควรให้ปรับคณะรัฐมนตรี 6 - 7 ตำแหน่ง ขณะที่ยังอุบกระทรวงเป็นความลับ พร้อมมั่นใจตอบโจทย์ปัญหาการเมืองและบ้านเมืองได้
4 มิ.ย. 53 19.42 น.
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553
The story of BLUES
Blues Blues music or Blues is a form of jazz music, generally melancholic in
mood and characterized by a threestanze, twelve- bar from, in which the
firse two lines are closely similar, with frequent introduction of dissonant
or indeterminate chords. Growing out of the"field hollers"and work song of
the southern AmericanNegroes, and essentially avocal expression, the blues
first came to popular attention throuth the publication of the
orchestrations of W.C.Handy, ca.1909. In 1924 imitative incorporas of blues
forms appeared in George Gershwins's well- received "Rhapsody in blue." and
since then blues influences have appeared in numerous symphonic works, as
well as in the production of Tin Pan Alley. Probably the best known, if not
most typical, blues is W.C. Handy's "St. Louis Blues"
(From World scobe encycropedia)