วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สภาพธรรมและชื่อธรรมที่เกิดในจิต

สภาพธรรมในดวงจิต
วันนี้ขอนำเอาประสบการณ์ในระหว่างการนั่งสมาธิมาเล่าสู่กันฟังในเชิงปุจฉา เพราะเราเป็นคนไม่ค่อยได้ศึกษาตำราแต่ชอบพิจารณาธรรมในแง่มุมต่างๆระหว่างเจริญสติสมาธิและปัญญา ซึ่งบางเรื่องก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์โดยตรงแต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายที่จะได้พิจารณาธรรมในเรื่องที่ผุดขึ้นมาเองในสมาธิ
ความผิดพลาดของเราที่จะเกิดขึ้นก็คือ การเรียกชื่อ "นามธรรม"ไม่ค่อยถูก เพราะเราศึกษาการบัญญัติชื่อธรรมมาน้อย หรือพูดง่ายๆว่าเราศึกษาธรรมะภาคทฤษฎีมาน้อยอาศัยจำมาตอนเป็นนักเรียน
และธรรมบางธรรมก็มีลักษณะอาการคล้ายๆกันทำให้ไม่แน่ใจว่าธรรมตัวที่(กำลัง)เกิดในใจเราเป็นชื่อไหนกันแน่ ใช้ชื่อเรียกว่าอะไรกันแน่
ยกตัวอย่างเช่น ตัณหา(ขาว)กับฉันทะ(ความพอใจ) มีลักษณะอาการคล้ายๆกันทำให้ไม่แน่ใจว่า ธรรมตัวใดที่ทำให้เราต้องการฝึกปฏิบัติเจริญสมาธิ
แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากเพราะมีปัญญาความเห็นชอบเกิดขึ้นมาบอกว่า...จะชื่อขนุนหรือมะละกอก็ช่างเถิด เอาเป็นรู้ว่ากินได้ รูป รส กลิ่นเป็นอย่างไรก็จำเอาไว้เผื่อเรียนรู้ต่อไป อย่าไปสร้างอุปสรรคปัญหาขึ้นมาโดยไม่จำเป็น
ในสมาธิเราได้เพ่งดูธรรมในดวงจิต(นามธรรม) ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันอยู่ในจิต อันเป็นธรรมที่เป็นกำลังของจิตได้แก่ 1)สติและสมาธิ 2)ปัญญา และธรรมที่ขอนำมาเกี่ยวข้องอีกธรรมหนึ่งคือ 3)ตัณหา
เราพิจารณาธรรมแต่ละธรรมแล้ว เห็นว่าธรรมที่เกิดในดวงจิตนั้น โดยสภาพแล้วธรรมทั้งหลายนี้ มีสภาพเป็นกลางๆ คือ ไม่ดี ไม่เลว จะนำไปใช้ในทางเลวหรือทางดีก็ได้...ลองพิจารณาดู
1) สติและสมาธิ
สติและสมาธิจะมีมากน้อยสมบูรณ์เพียงใด ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนปฏิบัติให้มีพลัง ให้มีความเคยชินจนเป็นอัตโนมัติของจิต จิตที่ฝึกไว้ดีแล้วย่อมกอร์ปด้วยสติและสมาธิเสมอๆ
เราสามารถใช้สติและสมาธิ ทำโจรกรรมเปิดตู้เซฟ หรือยิงธนูฆ่านก หรือผ่าตัดช่วยชีวิตคนไข้ หรือเจริญธรรมได้ สติและสมาธิที่ใช้ขณะกำลังเปิดตู้เซฟหรือยิงธนูหรือผ่าตัดหรือเจริญธรรมก็มีสภาพเป็นกลาง ไม่ดีไม่เลว ตัวที่ดีหรือเลวก็คือ เจตนา ตามหลักการที่ว่า เจตนาเป็นกรรมใช่ใหม? ดังนั้นการฝึกสร้างพลังแห่งสติและสมาธิไว้ย่อมมีประโยชน์นำไปใช้ในเรื่องต่างๆ ภารกิจต่างๆได้ทุกอย่าง
2)ปัญญา
สำหรับปัญญานั้น มีผู้กำหนดนิยามของปัญญาไว้หลายความหมายซึ่งก็มีแตกต่างกันไป ในส่วนตัวได้สรุปเป็นนิยามไว้สั้นๆว่า
ปัญญา เป็นสภาวะของจิต ที่ถึงพร้อมด้วยสติ สมาธิในการตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆโดยจิตได้มีสภาพเป็นธรรมนั้นไปด้วย (ทำให้ปัญญาต่างกับความฉลาด)
เมื่อกล่าวถึงปัญญาก็มุ่งเน้นที่ตัวจิต เพราะปัญญาเป็นสภาวะของจิต เมื่อเอ่ยถึงปัญญาก็หมายถึงจิตก่อนแล้วจึงกล่าวถึงสัจจะธรรมที่จิตได้ตระหนักรู้ตามมา จะกล่าวว่าปัญญาคือจิตก็ยังไม่ใช่เพราะจิตยังกอร์ปด้วยสติและสมาธิอันเป็นกำลังของจิตในขณะนั้นอีก
ในภาวะที่จิตตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆ จิตจะมีสภาพเป็นธรรมนั้นด้วย
จิตจะตกอยู่ในสถานะธรรมนั้นด้วย
ทำให้จิตรู้จริงชัดเจนในธรรมนั้น
และอธิบายรายละเอียดได้ถูกต้อง เพราะเป็นการที่จิตรู้ความเป็นไปในตัวจิตเอง หรือเรียกว่า จิตรู้ในจิต
ส่วนการอธิบายธรรมที่จิตตระหนักรู้นั้นจะใช้ภาษาใด ใช้ภาษาคนปนภาษาธรรมอธิบายก็แล้วแต่ความเหมาะสมของสถานการณ์
(สำหรับความฉลาด ไม่ได้กำหนดเฉพาะเจาะจงว่าเป็นการรู้ในเรื่องใด และจิตก็ไม่ได้ต้องมีสภาพเป็นสิ่งที่รู้ จิตไม่จำเป็นต้องตกอยู่ในสถานะเป็นสิ่งที่จิตรู้ )


พิจารณาตัวปัญญาโดยสภาพแล้วปัญญาก็มีสภาพเป็นกลางไม่ดีไม่เลว เป็นสภาวะหนึ่งของจิตที่สงบ สอาด สว่างอยู่ในศีล227ข้อ มีความเป็นปกติไม่ฟุ้งไม่ดีใจไม่เสียใจ ว่างจากความดีความเลว และตระหนักรู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะธรรมใดๆของอริยสัจ 4 อันนำไปสู่การดับทุกข์
3) ตัณหา

ตัณหา เป็นความอยากของชีวิต อาจเป็นครั้งคราว หรือเป็นช่วงๆหลายๆปีก็แล้วแต่ เหมือนดั่งเป้าหมายของความต้องการ มีทั้งตัณหาดำและตัณหาขาว
- ตัณหาดำเป็นความทยานอยากทางโลกีย ต้องการเหยื่อที่เป็นรูปธรรมสนองตอบ ทำให้จิตไม่ปกติสุข
-ตัณหาขาว เป็นความอยากทางโลกุตระ มุ่งไปตามเส้นทางแห่งวิชชา อยากมีความเจริญก้าวหน้าในการฝึกปฏิบัติเรียนรู้สัจจะธรรมเพื่อศานติสุข ความสงบสบายใจ หลายๆท่านก็ตั้งเป้าหมายไว้ถึงพระนิพาน
เราได้พิจารณาว่า ตัณหามีสภาพเป็นกลางเช่นกัน คือมีทั้งคุณและโทษ ทั้งดีและร้ายอยู่ในตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม ขึ้นอยู่กับ
-แหล่งที่เกิด : สัญชาติญาน สันดาน ความฉลาดความโง่ ความเชื่อ ศรัทธา ปัญญาฯลฯ
-เหตุที่เกิด วัตถุประสงค์ เป้าหมาย :ความกลัว การทำลายล้าง สันติวิธี ความไม่รู้จักพอ หวงแหน ปกป้องรักษา หน้าที่ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง การพัฒนา ฯลฯ

นอกจากธรรมที่ชื่อตัณหาแล้ว ยังมี ธรรมที่ชื๋อฉันทะ คือ"ความพอใจ"อีกที่มีลักษณะอาการคล้ายๆกันตัณหา ต่อเนื่องกันกับตัณหา ซึ่งขอยกมาเป็นตัวอย่างที่ทำให้เกิดปัญหาของความไม่แน่ใจในการเรียกชื่อของธรรมนั้น อาจเรียกชื่อผิดเพี้ยนเหมือนดังเรื่องที่เกิดขึ้นกับเราๆท่านๆ ในการปฏิบัติธรรม แม้จะไม่รู้ชื่อของธรรมที่เกิดขึ้น ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเกิดปัญญาตระหนักรู้ในสัจจะธรรม แต่ถ้ารู้ชื่ิอธรรมทั้งหมดอย่างชัดเจนถูกต้องก็เป็นการดีในการสนทนาหารือธรรมะและ เผยแผ่ธรรมะ และอาจเกี่ยวข้องมีผลไปถึงระดับปัญญาญานแห่งการตรัสรู้ด้วย เราเองก็ไม่อาจรู้ได้เพราะเราเป็นแค่มือสมัครเล่น...ยังห่างไกลมากๆ

สรุปแล้ววันนี้เล่าสู่กันฟังในประสบการณ์ของการฝึกปฏิบัติธรรมเรื่อง "สภาพธรรมในดวงจิต"(นามธรรม)
แล้วแถมท้ายด้วยปัญหาในการเรียกชื่อธรรมที่เกิด ที่พิจารณาในระหว่างเจริญสติ เจริญสมาธิและวิปัสนา (หรือในขั้นตอนบูชาพระรัตนตรัยตั้งจิตก่อนจะเริมทำสมาธิหรือวิปัสนา) ซึ่งเรียกชื่อธรรมไม่ค่อยถูกต้อง เพราะเรียนน้อย รู้น้อย บทความนี้จึงควรเป็นแค่ ใช้สำหรับอ่านเพื่อวิจารณ์แลกเปลี่ยนประสพการณ์กัน
ผู้รู้กล่าวว่าธรรมที่รู้มาจากปัญญาในแต่ละครั้งแต่ละธรรม
ควรต้องมีการพิจารณาทบทวนไปมา ให้สอดคล้องเข้ากันได้กับธรรมอื่นๆ
โดยไม่ขัดแย้งกันแม้แต่น้อย
เพราะธรรมะที่มาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าหรือพุทธวัจนะทั้งหมดล้วนสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลสัมพันธ์กลมกลืนเสริมกันและกันไม่มีแย้งสดุดกัน
ทำให้เรานึกเปรียบเทียบว่า บรรดาธรรมะแห่งสัจจะธรรมที่จิตตระหนักรู้แล้วเปรียบเหมือนโครงข่ายใแมงมุม
และตัวแมงมุมเปรียบดัง ปัญญาหรือตัวจิตรู้ที่วิ่งไปได้ทั่ว รู้ไปทั้งหมดทุกสายใยไม่ผิดไม่พลาด
และสามารถสร้างถักทอสายใยไปได้เรื่อยๆ
การทบทวนธรรมในสมาธิจะเป็นการเจริญปัญญาให้พัฒนาแตกฉานไม่สิ้นสุดจนถึงนิพาน

ขอยึดถือพระรัตนตรัยเป็นสรณอันสูงสุด

OHM

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น