วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปฏิจจสมุปบาท แฉความลับใจ

"ปฏิจจสมุปบาท" แฉความลับ "ใจ"

                           ชีวิตจะต้องทุกข์ร้อนตรอมตรมไปจนตายหรือ? ...  เมื่อ "ใจ" โง่ทำร้ายชีวิตเอง ให้ต้องแพ้พ่ายความทุกข์ตลอดมา เพราะไม่รู้เรา ไม่รู้เขา  ไม่รู้ใครเป็นใคร  สู้กับใคร แพ้ใคร ชนะใคร หลายครั้งที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังทุกข์ตามอริยสัจ 4 ทั้งๆที่ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นกับใจของตัวเอง แบบนี้แล้วชีวิตจะสู้เอาชนะความทุกขืได้อย่างไร....

แต่เมื่อ "หลักธรรมปฏิจจสมุปบาท" แฉความลับ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ 12 ขั้นตอน" ที่มารร้ายอวิชชาบงการแก่ชีวิต ให้รับรู้แล้ว

                            ภารกิจหลักของชีวิตต่อไปคือ ต้องสร้างพลังของใจ สติ สมาธิ ปัญญาให้แก่ใจ โดยฝึกฝนเจริญสติ สมาธิ ปัญญา และ ใช้  "ดาบอริยสัจ 4" ฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งของ "กระบวนการปรุงแต่งความทุกข์ทางใจ" ให้อ่อนแรงเดี้ยงลง เพื่อค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตให้เบาบางลง

ซึ่งก็คือการค่อยๆเพิ่มศานติสุข ความเจริญงอกงามและเสรีภาพแห่งชีวิต จนถึงระดับหนึ่งที่ชีวิตพอใจอยู่อย่างสะบายๆ เป็นสุขอย่างพอเพียง มีทุกข์ไม่มาก .....และวันใดที่เราฟาดฟันวงจรที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งขาดสะบั้นได้แล้ว ก็จะไม่เกิดการปรุงแต่งในขั้นตอนต่อไปได้ก็จะไม่เกิดทุกข์อีกต่อไป ขั้นตอนที่สำคัญที่กล่าวสอนกันมาให้มีปัญญาคือ  ขั้นตอนที่ 5 สฬายตนะ เมื่อประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งใดแล้ว  จงเห็นก็ให้สักแต่ว่าเห็น  รู้ก็ให้สักแต่ว่ารู้ สำรวมระวังฝึกมีสติให้ว่องไวรู้สึกตัว หยุดปรุงแต่งต่อๆไปจนเกิดตัณหากิเลส ตามคำกล่าวว่า ระวังให้กระทบล่อนอย่ากระทบติด อันจะทำให้เกิดตัณหากิเลสที่เป็นตัวทุกข์ .....แล้วขั้นตอน การปรุงแต่งทางใจก็จะหยุดลง
ความทุกข์ทั้งปวงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก นั่นคือภารกิจของชีวิตได้เสร็จสิ้นแล้ว

+++++++++++++++++++++++++

++ ความหมายของคำว่า ปฏิจจสมุปบาท ++

ปฏิจจสมุปบาท ตามคำแปลหมายถึง สิ่งที่อิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ได้แก่  ภาวะของสิ่งที่ไม่เป็นอิสระของตน เกิดขึ้นลอยๆเองตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยกันและกันต้องมีเหตุจึงเกิดขึ้นได้
ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน  ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา   โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ  ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์  ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด  เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ   ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ

ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่จะแสดงต่อไป เป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมพระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ

ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....

สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่,  เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น, และมีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน


ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะต่อสู้เอาชนะความทุกข์ให้เด็ดขาด...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำ "กลอนปฏิจจสมุปบาท" ให้ได้เหมือนอาขยานเพื่อใช้ท่องก่อนหลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง
+++++++++++++++++++++++++++++



++หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้++

เป็นดังนี้

, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย 12 เรื่องเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลำดับดังนี้ คือ

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทานจึงมี
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี
ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมี
การเทศนาปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า อนุโลมเทศนา

หากแสดงย้อนกลับจากปลายมาหาต้น จากผลไปหาเหตุปัจจัย เช่น ชรามรณะ มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ เรียกว่า ปฏิโลมเทศนา

*****************************

++กลอนปฏิจจสมุปบาท++   (โดยสมมาตร์  พรนที)

เพื่อให้พอเข้าใจเป็นเบื้องต้นได้ง่ายไม่เกิดการเบื่อหน่ายเสียก่อนในการจะต้องไปอ่านคำอธิบายยากๆยาวๆแบบ 2 ง่าม 3 แง่ระหว่างการปรุงแต่งเกิดความทุกข์ทางใจล้วนๆ กับ  การเวียนว่ายตายเกิดทางร่างกายกับดวงวิญญาณแบบข้ามภพข้ามชาติมีนรกสวรรค์  ผมจึงได้แต่ง "กลอนปฏิจจสมุปบาท" อธิบายคร่าวๆของการเกิดความทุกข์ทางใจตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นไล่เรียงจนเกิดเป็นความทุกข์ดังนี้

   ++ กลอนปฏิจจสมุปบาท ++

"อวิชชา" ใจไร้ปัญญาพามืดดำ
"สังขาร" ฝ่ายนามธรรม ความคิดปรุงใจแต่ง
"วิญญาณ" ตัวรู้ของใจ ใคร่รู้แจง
"รูปนาม" จึงสำแดง ตัวตนพร้อมสื่อหูตาฯ

"สฬายตนะ" ตาหูฯ กระทบ รูปเสียงฯ
"ผัสสะ" วิญญาณเคียง สัมผัสร่วมจึงรู้ฯหนา
"เวทนา" ความรู้สึกเกิดพอใจ สบายฯหรือไม่นา
"ตัณหา" คือกิเลสคือทุกข์พา ให้เพลินอยากฯ

"อุปทาน" ยึดมั่นตัวตน หลงแบกตัณหา
"ภพ" ฉันมีฉันมา เป็นไปสู่สภาวะที่ยึดฯนี้
"ชาติ" เกิดสมบูรณ์แล้วทุกข์ ฉันครองนี่
"ชรามรณะ"  ชี้ ทุกข์เสื่อมดับแล้วเกิดใหม่..เวียนว่ายใจ

++ หมายเหตุ++
1)ตาหูฯ  ...คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย(ผิวกาย เนื้อกายที่ใจรู้สึกได้) ใจ (ส่วนที่เป็นความนึกคิด)

2)รูปเสียงฯ ...คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิดเข้ามา) หมายถึงสิ่งต่างๆที่วิญญาณ
จะรับรู้ได้..หรือใจนั่นเองที่รู้ เพราะวิญญาณเป็นเครื่องรู้ของใจ วิญญาณรู้สิ่งใด ใจก็รู้สิ่งนั้นเช่นกัน

3) จึงรู้ฯหนา ...คือ ใจเป็นสนามพบกันระหว่าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย(เช่นผิวกาย) ใจ(การนึกคิด) กับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์(สิ่งที่ใจนึกคิด) ....การที่จะรู้ว่าเป็นสิ่งใดนั้น "วิญญาณ" ซึ่งเป็นเครื่องรู้ของใจต้องร่วมกระบวนการด้วย คือเข้ารับรู้ว่าเป็นสิ่งใด แล้วใจก็รู้ไปพร้อมๆกัน

4)พอใจ สบายฯ คือ ...ความรู้สึกพอใจ สบาย หรือไม่พอใจ ไม่สบาย หรือเฉยๆซึ่งก็คือเวทนาหรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากข้อ 3

4)อยากฯ คือ ตัณหา แบ่งเป็น อยากในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ใจ ....และ อยากเป็น อยากมี อยากได้
....และอยากไม่เป็น อยากไม่มี อยากไม่ได้

5) สภาวะที่ยึดฯ ...คือ ที่ตัวตนตัวฉัน ยินดี ยึดใน........
รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และธรรมารมณ์ตามในข้อ 2)
และ นิมิต(รูป) ที่กำหนดยึดในการปฏิบัติธรรม
และ ฌาน (อรูป) ที่กำหนดหมายในการปฏิบัติธรรม

6) ถ้าเราเข้าใจในความหมายในแต่ละขั้นตอนแล้วให้ทบทวนความเข้าใจโดยเปลี่ยนคำใหม่ เป็นตามคำ
ต่างๆที่อธิบายเพิ่มเติมในข้อ 1) ถึง ข้อ6)

เมื่อพอเข้าใจคร่าวๆมีพื้นฐานแล้ว ต่อไปค่อยหาอ่านรายละเอียดโดยค้นหาในกูเกิ้ลได้ แต่ก็อาจจะพบกับความขัดแย้งกันในคำสอนของแต่ละอาจารย์ก่อให้เกิดความงงได้


++++++++++++++++++++++

++ ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาท ++

ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญอย่างมากที่สุดควบคู่กับหลักธรรมอริยสัจ 4 ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เพราะเป็นธรรมที่ทำให้ธรรมอริยสัจ 4 ประสพความสำเร็จ ทำให้รู้สมุทัย(เหตุแห่งทุกข์) และเป็นมรรค (หนทางแห่งการดับทุกข์ ให้ปฏิบัติชอบถูกทาง) สามารถส่งผลให้เกิด นิโรธ (การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง)
เป็นเรื่องที่มีความลึกซึ้งมากต้องตั้งใจศึกษาพร้อมทั้งปฏิบัติธรรม จึงจะช่วยค่อยๆลดความทุกข์ของชีวิตได้ จนไปถึงนิโรธได้   เมื่อศาสนาพุทธเป็นเรื่องของการดับทุกข์ได้จริง หลักธรรมปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชื่อว่าเป็นหัวใจของพุทธศาสนา  หรือเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนา   ความสำคัญของปฏิจจสมุปบาทนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า

"ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม   ผู้ใดเห็นธรรม  ผู้นั้นย่อมเห็นปฏิจจสมุปบาท"

" เมื่อใดอริยสาวกรู้ทั่วถึงความเกิด ความดับของโลกตามที่มันเป็นเช่นว่านี้  อริยสาวกนั้น  เรียกว่าเป็น
ผู้บรรลุกระแสธรรมแล้วก็ได้  พระอริยบุคคลผู้มีปัญญาชำระกิเลสก็ได้  ผู้อยู่ชิดติดประตูอมตะก็ได้"
+++++++++++++++++++++

++ เรื่องที่ควรทราบเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ตัวบท ปฏิจจสมุปบาท++

มีเรื่องที่ควรต้องทราบทำความเข้าใจก่อนดังนี้ คือ....

1.) ใจคนเรานั้นมี "อาสวะ" ฝังจิตฝังใจนอนเนื่องอยู่ที่ก้นบึ้ง คล้ายตะกอนรอเวลาฟุ้งขึ้นมาเมื่อถูกกวนด้วยความนึดคิด ถูกกระเพื่อมด้วยประสบกับอารมณ์ต่างๆ
"อาสวะ" นั้น คือ กิเลส "ประเภท" ที่หมักหมมหมักดองอยู่ในใจเป็นสันดานเกี่ยวพันกับอนุสัยความเคยชิน เป็นเหมือนเชื้อยางกิเลสต่างๆที่เหลือตกค้างอยู่เมื่อกิเลสเสื่อมดับลงแต่ละครั้งแต่ระรอบของการปรุงแต่งทางใจ
หรืออาจพูดได้ว่า คือความจําได้หมายรู้ของใจ (สัญญา) ที่สั่งสมมานานอันมีกิเลสสิ่งที่ทําให้ใจขุ่นมัวไม่เบิกบานแจ่มใสแฝงสะสมอยู่ อันเนื่องจากทุกข์และสุขในอดีตที่เคยเกิดและเหลือเชื้อยางค้างคาอยู่) และรู้ช่องทาง พร้อมที่จะเกิดขึ้นด้วยประสบการณ์ความเคยชินได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาสั้นนิดเดียวเพียงชั่วขณะจิต
เหมือนเกิดแบบอัตโนมัติโดยไม่ทันมีสติมารู้สึกตัว...
( เมื่อเข้าใจแล้วต้องอธิฐานจิตบ่อยๆว่าขอให้รู้สึกตัวในช่วงขณะกำลังเกิด  แม้จะช้าไปบ้างก็ยังดี แต่ก็จะค่อยๆเร็วขึ้นและมีผลช่วยไม่ให้ลุกลามมาก)
อันจะมีผลแผ่ซ่านใจได้ทันทีเมื่อเหตุพร้อม เช่น นึก คิด ประสบอารมณ์ต่างๆทำให้ใจขุ่นมัว
และเมื่ออาสวะเสื่อมดับ จะอยู่ในลักษณะการที่ดับลงไปชั่วคราวในใจเพราะทิ้งเชื้อเอาไว้ พร้อมจะขุ่นมัวคุกรุ่นฟุ้งขึ้นมาเป็นกิเลสและเป็นสังขารกิเลส (กิเลสที่ใจปรุงแต่งให้รุนแรงขึ้นตามมา ) อาสวะกิเลสนี้จะเกิดอยู่ในขั้นตอนที่ 2 และ 3 คือ สังขาร (ความจำได้หมายรู้)

-------------------------------------------------

2.) ตามธรรมชาติของใจ ปกติใจจะว่างไม่มีตัวตน คือเมื่อยามสงบ ยามใจว่างไม่มีเวทนา กิเลสตัณหาเช่น ตอนเพลินอยู่กับทำงานศิลปนั้น ใจจะว่างไม่เกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉัน ....ตัวตน จะมี จะเกิดขึ้นเมื่อ > > > เกิดการปรุงแต่งทางใจ(สังขาร) >> เกิดวิญญาณ (ตัวรู้หรือตัวรับรู้ของใจ ในการได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้สึก ได้รู้อารมณ์ ฯลฯ) แล้ว >>> จึงเกิดตัวตน ตัวฉัน ของฉัน (นามรูป) ในขั้นตอนที่ 4
ขึ้นมาเป็นผู้รับรู้สิ่งต่างๆ เป็นเจ้าของในสิ่งต่างๆนั้น >>> แล้วใจจึงปรุงแต่งต่อไปตามขั้นตอนต่างๆ >>> จนเป็นภพทางใจ > > > เป็นชาติทางใจ(เกิดตัวตนที่สมบูรณ์) เป็นเจ้าของสิ่งต่างๆของตน เป็นเจ้าของครอบครองในทุกข์กองใหม่ที่กำลังเกิดอย่างสมบูรณ์ คิดว่าตัวเองกำลังเป็นทุกข์ขึ้นอีกรอบหนึ่งเพราะไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ไม่ยอมปล่อยวาง

หากเข้าใจตามนี้ว่า "ตัวตน" ตัวฉัน ไม่ได้มีอยู่ในใจตลอดเวลา มีเพียงเมื่อใจกำลังปรุงแต่งกิเลสตัณหาความทุกข์  ก็จะทำให้เราอาจจะตระหนักรู้ว่า  อวิชชาทำให้เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นในตัวตน สำคัญผิดว่า มีตัวตน มีตัวฉัน ของฉัน อยู่ตลอดเวลา....ผู้ที่ลด ละอุปทานได้จะค่อยๆปล่อยวางตัวตน รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นว่าง ไม่มีตัวตน
แต่ใจปรุงแต่งตัวตนขึ้นมาด้วยอวิชชา เมื่อใจเป็นใหญ่ในชีวิต เมื่อใจต้องการอย่างไร ยอมรับอะไร ยอมรับตัวตน ชีวิตจึงเกิดมีตัวตน ตัวฉัน ของฉันอย่างฝังจิตฝังใจ
(ถ้าไม่อยากเป็นทุกข์ ก็ต้องรู้ให้เท่าทันกระบวนการปรุงแต่งทางใจตามธรรมชาติของสายอวิชานี้ ฝึกมีสติปัญญารู้สึกตัวให้ทันในกระบวนการขั้นตอน....ยิ่งปล่อยวางตัวตน ของตนได้มากเท่าไร....โอกาสการเกิดทุกข์ และปริมาณทุกข์ หรือกิเลสตัณหา ก็จะยิ่งน้อยลง ๆ ๆ ๆ )

------------------------------------------------

3.) สุขและทุกข์.ในทางพุทธศาสนาถือว่า มีค่าอยู่ที่ระดับเดียวกัน ตีราคาว่าต่างก็เป็นผลผลิตจากการปรุงแต่งทางใจ เป็นความไม่สงบ ไม่ปกติของใจ ดังนั้นถ้าการลดทุกข์ก็จะต้องลดสุขที่เกิดจากการปรุงแต่งทางใจไปด้วยกัน จึงต้องกะความพอดีว่าในชีวิตปุถุชนเช่นเราจะอยู่ประมาณตรงไหน จึงจะจะมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียงในทุกข์และสุขอย่างสบายๆพอเหมาะกับฐานะภาพเรา
และในที่นี้บางครั้งอาจเรียกกล่าวรวมกันว่า "ความทุกข์ " อย่างเดียวเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงความสุขปรุงแต่งทางใจด้วย

(บุคคลจึงไม่ควรพอใจในสิ่งภายนอกกายที่เกินกำลังมาก โดยคิดว่า ยึดว่าหากได้ครอบครองแล้วจะเป็นสุขมาก เพราะเป็นสุขเพียงชั่วครู่ยามแล้วเบื่อ แล้วก็เกิดความอยากอย่างอื่นไม่สิ้นสุด   เหน็ดเหนื่อยตลอดโดยไม่ได้พิจารณาเรื่องความคุ้มค่า .....แต่ควรพอใจในปัญญาในคุณภาพของจิตใจตนว่า ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องการอะไรภายนอกมากเกินจำเป็น ควรทำใจให้มันเป็นอยู่ของมันง่ายๆสะบายๆ เบาๆไม่มีความทุกข์มาก มีความสงบ เบิกบาน แจ่มใสอยู่เสมอ)

-------------------------------------------------

4.) ภพและชาติในที่นี้ หมายถึงภพและชาติทางใจ ของเวทนา กิเลสตัณหาในใจ ที่เป็นตัวทุกข์ ที่เกิดแล้วดับ เกิดๆ ดับๆ จากการปรุงแต่งขึ้นมาของใจเองเพราะความไม่รู้ (อวิชชา)แล้วเสื่อมไปดับไปแล้วเกิดขึ้นใหม่  ซึ่งตาย-เกิดในใจวันละหลายๆครั้ง.....มิได้หมายถึงการสิ้นชีวิตสมองหยุดสั่งงานแล้วดวงวิญญาณไปเกิดในร่างใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ  ภพนรก ภพสวรรค์
หรือภพมนุษย์ตามเดิม เป็นสัตว์ เป็นคนใหม่ ซึ่งคนทั่วไปเราๆ ท่านๆ เข้าไม่ถึงในภาวะเช่นนี้ ไม่รู้เท็จจริงอย่างใด ไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจรู้แจ้งเห็นจริงกันได้ จึงไม่กล่าวในเรื่องข้ามภพข้ามชาติและทุกๆเรื่องที่เกี่ยวข้อง ......ผู้เขียนมองว่าภาษาบาลีดิ้นได้มีหลายความหมายทำให้แปลไม่ตรงกันแล้วแต่เจตนาวัตถุประสงค์  
------------------------------------------------------
5.) อารมณ์ - ในทางธรรม หมายถึง สิ่งที่ใจยึดหน่วงหรือจับยึดบางสิ่งเป็นหลักอันมี รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ หรืออายตนะภายนอก๖ นั่นเอง จะยึดจับโดยบังเอิญไม่เจตนาเช่นเสียงดนตรีไพเราะ หรือ เจตนาเช่นการสวดมนต์ การควบคุมลมหายใจเข้าออกเป็นต้นก็แล้วแต่

-----------------------------------------------------

6.) ตัณหา เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปเราแปลกันว่าความอยาก ความปรารถนา แต่มีความหมายอื่นๆที่รวมลงอยู่ในคำว่าตัณหาด้วย ได้แก่ ความกำหนัด ความคล้อยตามอารมณ์ ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความหมกมุ่น ความข้องอยู่ ความคะนึงหา ความหวัง กิริยาที่หวัง ความละโมบ ความติดใจ ความหมายปอง ธรรมชาติที่กระซับ ธรรมชาติที่ร้อยรัด ฯลฯ

**** ตัณหา แบ่งตามอาการ แบ่งได้ 3  คือ
6.1  กามตัณหา  คือความทะยานอยากในสิ่งที่สนองความต้องการอันมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย
6.2  ภวตัณหา  ความอยากมี อยากเป็น อยากให้คงอยู่อย่างถาวรตลอดไป
6.3  วิภวตัณหา   คือ ความไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น  ไม่อยากให้คงอยู่ต่อไป

ตัณหาในที่นี้หมายถึงตัณหาตามข้อ 6 ทั้งหมด แต่ในการอธิบายขั้นตอนที่ 8 ของปฏิจจสมุปบาทได้ยกตัวอย่างเพียงหมายถึง ความเพลิดเพลิน ความอยากตามในข้อ 6.1 ส่วนที่เหลือในข้อ 6.2และ6.3 ละไว้ในฐานเข้าใจ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆเป็นเบื้องต้นก่อน และจะได้ไม่ต้องอธิบายยาว ส่วนที่เหลือขอให้ทำความเข้าใจเองต่อไปเพราะไม่ยากแล้ว
--------------------------------------------------------

++ ลักษณะของวงจรปฏิจจสมุปบาท ++

ในกระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้นไม่มีส่วนไหนเป็นปฐมเหตุ หรือเป็นสาเหตุแรกที่นำที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เพราะกระบวนการของความทุกข์เป็นวัฏฏะแห่ง เวทนา ตัณหากิเลส อุปทาน ชาติ ชรามรณะ ซึ่งกลายเป็นวัฏสงสาร ความทุกข์ต่างๆ ที่เกิด เสื่อม ดับแล้วเกิดใหม่เวียนว่ายในใจ

แต่อย่างไรก็ตาม ในการพยายามอธิบายกระบวนการแห่งความทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้ จำเป็นจะต้องหาจุดเริ่มต้นอธิบายให้เห็นว่า เป็นเหตุเป็นปัจจัยกันอย่างไรก่อน  ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสมมติเริ่มต้นจากอวิชชา   โดยอธิบายอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสิ่งอื่น ๆ  ตามมาเป็นวัฏจักรนำไปสู่ทุกข์  ในทำนองเดียวกัน ถ้าอวิชชาดับไปไม่เหลือ
ก็จะเป็นเหตุนำไปสู่การดับทุกข์ได้ในที่สุด  เพราะความเป็นไปของความทุกข์ มีสภาวะเป็นวงจรที่เรียกว่าสังสารวัฏ   ดังนั้นเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดของสังสารวัฏจึงไม่ปรากฏ

ดังนั้นในปฏิจจสมุปบาทที่ได้แสดง จะเป็นธรรมะที่อธิบายถึง กระบวนการปรุงแต่งทางใจ ที่เริ่มต้นจากอวิชชาความไม่รู้ในสัจจธรรมต่างๆโดยเฉพาะ พระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อันเป็นธรรมะขั้นสูงที่อธิบายถึงความไม่เที่ยงแท้ ความต้องทนทุกข์ ความไม่เป็นตัวไม่เป็นตนของนามรูป จึงไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น
หากยึดถือแล้วจะเกิดการปรุงแต่งทางใจลามขยายไปจนจบวงจรของกระบวนการปรุงแต่งทางใจหนึ่งรอบ 12ขั้นตอน เกิดเป็นกิเลสตัณหาความทุกข์ในใจ
****************************************
++ความเป็นจริงแน่นอนของปฏิจจสมุปบาท++

ทุกขั้นตอนแสดงถึงสภาวธรรมของการที่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีอีกสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งเป็นปัจจัยเป็นเหตุให้เกิดขึ้นอาศัยกันสืบๆเนื่องกันไป
ทุกสิ่งอย่างต้องมีที่ไปที่มามีเหตุมีปัจจัย ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นมาลอยๆ เกิดขึ้นมาเอง มีอยู่เองได้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง....

สำหรับใน 12 ขั้นตอนของปฎิจจสมุปบาทนั้น มีธรรมะกล่าวยืนยันว่า ทุกขั้นตอนของสิ่งหนึ่งทำให้อีกสิ่งหนึ่ง ดำรงอยู่,  เกิดขึ้น, มีขึ้น, เป็นเช่นนั้น, เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นไปตามนั้น, ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น และ มีอาการตามปัจจัยอย่างแน่นอน, แล้วโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ต้องเกิดด้วยอาการตามปัจจัยแน่นอน


ดังนั้นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจของแต่ละบุคคลเป็นหมื่นๆแสนๆครั้งก็มีสาเหตุ มีปัจจัย มีที่ไปที่มาเป็นขั้นตอนซ้ำซากวนเวียนอยู่แบบเดิมๆในใจ แต่ทำไมเราจึงไม่รู้เรื่องขณะเกิด หรือสำนึกไม่ได้ในภายหลัง
เป็นเหตุให้เราต้องพ่ายแพ้ความทุกข์มาตลอดอยู่เสมอเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ได้คิดจะเอาชนะ...... เราจึงต้องเรียนรู้กระบวนการปรุงแต่ง(ความทุกข์)ทางใจทุกขั้นตอน
ใครจะท่องจำทุกขั้นตอนให้ได้แล้วท่องจำเหมือนอาขยานก่อน-หลังอาหาร 3 มื้อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นเครื่องเตือนใจ เป็นกำลังใจเป็นเป้าหมายว่าเราจะได้ค่อยๆสามารถตัดวงจรทุกข์ที่ขั้นตอนใดๆที่ถูกจริตกับเรา ที่เราทำได้ง่ายที่สุดในสักวันหนึ่ง เพื่อให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาในร่มผ้ากาสาวพัตร....                  --------------------------
(สมมาตร์  พรนที)
****************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น