วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

+ต้อนหนู (ปตท.) เข้าปากแมวอีกหรือ?+

                         *ต้อนหนู(ปตท.)เข้าปากแมวอีกหรือ?*
ถ้าปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปพลังงานไทย ได้สำเร็จ….
ภาคประชาชนสามารถแก้ไขจัดทำกฎหมายใหม่ ให้นำ บริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) กึ่งรัฐวิสาหกิจคืนกลับมาเป็นของรัฐและประชาชนได้สำเร็จในรูปแบบใดแบบหนึ่งเช่น เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ.....เราควรออกกฎหมายให้รัฐมีอำนาจได้บริหารจัดการแบบรัฐมีอำนาจผูกขาดธุรกิจการผลิต การค้า แกส น้ำมัน เพื่อให้ผลประโยชน์รายได้เกือบทั้งหมดตกเป็นของรัฐและปชช.....     

หรือว่า...จะเปิดเสรีธุรกิจ การผลิตการค้าให้พ่อค้านายทุนไทย-เทศ เข้ามาร่วมแบ่งปันรายได้จากธุรกิจการผลิต การค้าเข้ากระเป๋าตัวเอง .....ตามที่นักวิชาการทั้งหมดที่กำลังร่างกฎหมายอยู่ ต่างเห็นดีเห็นงามตามที่พ่อค้านายทุนกาซ น้ำมันต้องการ .....ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่านักวิชาการเหล่านั้น ใครเป็นใคร มาจากสังกัดไหนบ้าง.....แต่สวนทางกับความคิดของผม ลองมาดูข้อวิจารณ์ของผมที่เห็นต่างกับนักพูดบนเวที นักวิชาการ คณะกรรมการฯผู้ร่างกฎหมาย แล้วช่วยกันเสนอความเห็นด้วยครับ.....ตอนนี้โอกาสกำลังเปิดให้เรา-ท่าน ทำประโยชน์ให้ส่วนรวมแล้วครับ.....ข้อมูลประกอบดังนี้ครับ

+++ ก) เป้าหมายสำคัญที่สุดในการปฏิรูปพลังงานไทย คืออะไร?....
คือ ต้องการให้รายได้และผลประโยขน์จากปิโตรเลียมบ่อไทยเป็นของรัฐและปชช.สูงสุดเพื่อนำไปใช้จ่ายการบริหารรัฐ และจัดทำสวัสดิการให้ปชช. .....ไม่ต้องการให้ผลประโยชน์จำนวนมากตกไปเป็น ของกลุ่มทุนผู้ถือหุ้นปตท. ของกลุ่มพ่อค้านายทุนที่ดำเนินกิจการ "ผลิตและค้า" แกส น้ำมันสำเร็จรูปในไทย ทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทคนไทย.......นี่คือเป้าหมายหลักสูงสุดในการปฏิรูปพลังงานไทย ......(ถ้านายทุนเศรษฐีคนไหนไม่พอใจก็โปรดเสียสละไปหากินอย่างอื่น....โครงการนี้ขอสงวนไว้สำหรับทำเพื่อปชช.คนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนจนระดับล่าง)

+++ (ข) ดังนั้นจุดหมายในการปฏิรูปพลังงานไทยคือ ออกกฎหมายให้รัฐและปชช.ผู้เป็นเจ้าของปิโตรเลียมไทย ร่วมกันเป็นผู้บริหารจัดการธุรกิจปิโตรเลียมบ่อไทยด้วยกัน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและปชช.คนไทยเท่าที่จะทำได้ เหมือนกับประเทศอื่นๆที่มีปิโตรเลียมในลักษณะเดียวกัน .....และรัฐมีความพร้อมในด้านทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆสำหรับผลิตแกส น้ำมันสำเร็จรูปที่มีอยู่พร้อมแล้ว ....หากต้องการก่อสร้างเพิ่มก็สามารถระดมทุนจากภาคปชช. หรือกู้เงินได้ไม่มีปัญหาเพราะรัฐมีท่อขนส่ง โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกกาซและปั๊มขายปลีกเดิมอยู่แล้ว มากพอเป็นทุนเดิมคอยสนับสนุนอยู่ อีกทั้งปิโตรเลียมดิบจำนวนมหาศาลที่ต่างชาติแหล่งเงินกู้ รู้ดีและยอมรับเป็นหลักค้ำประกันความสำเร็จของโครงการได้ดี....

+++ (ค) กฎหมายที่สำคัญในเรื่องผลประโยชน์รายได้คือ
1) กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิอำนาจในการสำรวจ ขุดเจาะผลิตปิโตรเลียมดิบ การแบ่งปันผลประโยชน์ปิโตรเลียมดิบระหว่างรัฐและเอกชนคู่สัญญา
2) กฎหมายเกี่ยวกับการให้อำนาจสิทธิ(การเปิดเสรี-การผูกขาด)แก่รัฐในการบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าขายปิโตรเลียม
*ที่ต้นน้ำคือ การสำรวจขุดเจาะผลิต การค้าขาย ปิโตรเลียมดิบในประเทศ การนำเข้า-ส่งออก....
*ที่กลางน้ำคือ การ(โรง)กลั่นน้ำมัน การ(โรง)แยกกาซ การขนส่งทางท่อทั้งบนบกและในทะเล....
*ที่ปลายน้ำคือ ปั๊มบริการขายปลีก ซึ่งปัจจุบันปตท.ค่อนข้างผูกขาดอยู่  มีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 60% และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

+++ (ง) ในปัจจุบันบริษัท จำกัด (มหาชน)ปตท. ซึ่งเป็นกึ่งรัฐวิสาหกิจ บริหารจัดการธุรกิจเสมือนมีอำนาจผูกขาดที่ต้นน้ำ ในการบริหารจัดการธุรกิจการค้าขายปิโตรเลียมดิบในไทยทั้งการนำเข้า-ส่งออก และที่ขั้นตอนกลางน้ำ ปลายน้ำ โดยมีกฎหมายรองรับสนับสนุน เพื่อสามารถควบคุมเอกชนผู้ค้าขายด้านปิโตรเลียม ทำให้อยู่ในฐานะเหนือเอกชน และสามารถสร้างผลประโยชน์ ทำรายได้กำไรที่ดีค่อนข้างสูงมาก...สามารถควบคุมเอกชนไม่ให้ได้เปรียบปตท.
---- แต่ปตท.มีจุดเสียอยู่ที่ นำรัฐวิสาหกิจมาแปรรูปขายหุ้นด้วยเจตนาทุจริตและราคาหุ้นที่ขายถุกว่าราคาสินทรัพย์จริงมาก วิธีการขายหุ้นทุจริต และ บริหารจัดการธุรกิจโดยหมกเม็ด ปกปิดข้อมูล ฉ้อฉล ขูดรีดค้ากำไรโหดแก่ปชช.ภาคครัวเรือนให้เดือดร้อนทั้งทางตรง-ทางอ้อม เพื่อผลประโยชน์กำไรสูงสุด ให้แก่ผู้ถือหุ้นเศรษฐี กลุ่มนักการเมืองผู้แปรรูปปตท.กลุ่มเล็กนิดเดียว 50% เงินปันผลอีก 50% เป็นผลพลอยได้เข้ารัฐ........ทำให้มีกระแสต่อต้านให้ปตท.บริหารธุรกิจอย่างเปิดเผยโปร่งใสและยกเลิกการผูกขาด.......                                                                                                                                                                                                  แต่ถ้าปตท.เป็นของรัฐ 100% เปิดเผยโปร่งใส รายได้เข้ารัฐทั้งหมด มีความยุติธรรมต่อภาคธุรกิจ และไม่ค้ากำไรเกินควร  ขายแกส น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือน ในราคาถูกเป็นธรรม ก็จะได้การยอมรับจากภาคปชช.แน่นอน.......เช่นเดียวกับการปฏิรูปพลังงานไทยที่กำลังร่างกฎหมายถ้านำปตท.คืนมาเป็นของรัฐได้แล้ว ควรให้อำนาจบริหารจัดการธุรกิจ การผลิต การค้าขายแบบผูกขาดแก่รัฐและภาคปชช.บริหารร่วมกัน เพื่อขายแกส น้ำมันราคาถูกเป็นธรรมแก่ปชช.ภาคครัวเรือนและ นำผลประโยชน์มาจัดทำโครงการสวสดิการต่างๆให้ปชช.ทั้งประเทศ......ไม่ควรเปิดเสรีให้พ่อค้านายทุนมาเป็นคู่แข่งขันของรัฐ มาแย่งมาแบ่งรายได้ที่ควรจะเป็นของรัฐ สำหรับนำไปจัดทำสวัสดิการให้ปชช. จริงใหมครับ?

+++(จ) ในการปฎิรูปพลังงานไทย ให้ปตท.เป็นของรัฐและปชช.เมื่อมีโอกาสทำได้....เห็นควรมีแนวทางเรื่องการผูกขาด-การค้าเสรีดังนี้....
----1) ให้รัฐจำหน่ายกาซน้ำมันสำเร็จรุปให้ภาคธุรกิจอย่างยุติธรรม ขายให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาที่ถูกเช่น ในราคาต้นทุนที่เป็นจริงบวกกำไรไม่เกิน 15%  (ส่งผลให้เบนซิน 95 จะราคาประมาณ 25 บาท/ลิตร แกสLPG 12 บ/กก.)
----2) ให้บริษัทพลังงานแห่งชาติไทย(สมมตินำปตท.มาเป็นของรัฐและปชช.ในรูปแบบนี้) ยังคงมีอำนาจผูกขาดในการบริหารจัดการธุรกิจผลิตปิโตรเลียมสำเร็จรูปค้าขายและและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง คล้ายกับที่ปตท.ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน....เพื่อรวบรวมผลประโยชน์รายได้ในธุรกิจค้าขายปิโตรเลียมให้เป็นของรัฐและปชช.ทั้งที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำซึ่งหากต้องมีการลงทุนเพิ่มบ้าง รัฐมีความสามารถในการหาทุน และ คืนทุน และ สร้างผลกำไรที่ดีได้.....หมายถึงรัฐ(และปชช.)สามารถดำเนินการเอง เช่นเรียกทุนจากภาคปชช.ทั้งประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งการลงทุนจากนายทุนพ่อค้าคนไทยและต่างชาติ…..ผลที่ตามมาจากการให้รัฐมีอำนาจผูกขาดโดยมีภาคประชาชนเป็นกรรมการร่วมบริหารจัดการคือ.......
---- ไม่ต้องแบ่งสรรผลประโยชน์รายได้มหาศาลจากปิโตรเลียมที่ให้ผลตอบแทนสูงแทบไม่ต้องมีความเสี่ยง ไปเข้ากระเป๋าเอกชนพ่อค้านายทุนปิโตรเลียมไทย-ต่างชาติ ที่กำลังดำเนินกิจการอยู่แล้ว และที่จะเกิดขึ้นใหม่อีกหากเปิดเสรีธุรกิจปิโตรเลียม ....ซึ่งพ่อค้า นายทุนหาทางให้เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่างๆอยู่แล้ว เช่น ส่งนักวิชาการเข้าแทรกแซง ให้ผลประโยชน์แก่นักวิชาการ นักพูด นักต่อสู้เพื่อมวลชน หรือตัวเองแฝงเข้ามาเป็นกรรมการปฏิรูปพลังงานไทยในกลุ่มต่างๆเพื่อเสนอ-ออกกฎหมายให้เปิดเสรีการผลิตการค้า หรือ ไม่ให้รัฐผูกขาด ....หากสำเร็จจะกลายเป็นการเพิ่มคู่แข่งขันของรัฐ....และการทุจริตในขั้นตอนต่างๆ ในรูปแบบวิธีการต่างๆก็จะติดตามมาอีก รวมทั้งกลุ่มทุนเก่า ทษ. ที่มีเครือช่ายอยู่ในปตท.บริษัทแม่ บริษัทลูก-หลานก็จะได้โอกาสเข้ามาร่วมสร้างอิทธิพลอีกวุ่นวายแน่นอน....

---- ผลประโยชน์รายได้ส่วนมากจะได้เป็นของรัฐและปชช.  เพื่อรัฐจะได้นำรายได้จำนวนมากนี้มาใช้บริหารประเทศ ....และจัดทำโครงการสวัสดิการต่างๆ ช่วยเหลือปชช.ได้เพียงพอ ....แทนที่จะเปิดเสรี แล้วถูกเอกชนพ่อค้านายทุนทั้งคนไทยและต่างชาติแบ่งเอารายได้ไปเข้ากระเป๋าตัวเอง....มวลมหาประชาชนทุกกลุ่มสีเลยอดได้ส่วนนี้***** อย่าลืมว่ารายได้ผลประโยชน์ของรัฐจะลดลงอยู่แล้วส่วนหนึ่ง จากการต้องขายกาซ น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูก กับ การยกเลิกกองทุนน้ำมัน *****ถ้าปล่อยให้เกิดการค้าเสรีแกส น้ำมันแล้ว พ่อค้านายทุนจะแย่งส่วนแบ่งรายได้ไปอีก***** เงินที่จะได้มาจัดทำโครงการสวัสดิการให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็จะยิ่งเหลือน้อยลง......ทีนี้ชุดผู้บริหารปตท.ปัจจุบันก็จะหัวเราะเยาะสมน้ำหน้าเอานะ

---- สินค้าปิโตรเลียมนี้เป็นสินค้าที่ไทยไม่ต้องแข่งขันกับต่างประเทศเหมือนสินค้าทั่วไป และปิโตรเลียมดิบ(น้ำมันดิบ แกสธรรมชาติ) ที่จะส่งออกก็มีราคาตลาดโลกอิงอยู่แล้ว....ปิโตรเลียมไทยมีคุณภาพดีระดับชั้นนำของโลก เป็นที่ต้องการของต่างประ เทศจึงไม่มีปัญหาในการขายส่งออก ถ้าอยู่ในระยะทางขนส่งที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นปัญหาการแข่งขันจึงน้อย การวางแผน การบริหารงานจึงง่าย........จึงไม่ต้องห่วงเรื่องรัฐจะมีขีดความสามารถต่ำในการขายถ้าไม่มีเอกชนมาช่วยแข่งขันขาย

----กติกาสากล กำหนดไว้ว่า ปิโตรเลียมของประเทศใด ให้เป็นสิทธิ์สำหรับใช้สร้างความมั่งคั่ง การกินดีอยู่ดี ของชนชาตินั้น โดยการแบ่งปันผลประโยชน์ให้เป็นธรรม ( การขายแกส น้ำมันให้ปชช.ภาคครัวเรือนในราคาถูก และดำเนินกลยุทธต่างๆเช่นให้รัฐใช้อำนาจผูกขาดการผลิต การค้า เพื่อสร้างผลประโยชน์รายได้ให้สูงสุดให้แก่รัฐ เพื่อนำรายได้มาจัดทำสวัสดิการให้กับปชช.โดยไม่ได้ทำให้ประเทศใดเดือดร้อนนั้น .....ถือว่าเป็นการแบ่งปันผลประโยชน์โดยเป็นธรรมแก่ประชาชนคนไทยดีแล้ว ดีกว่าเปิดเสรีทำให้เกิดการแข่งขันหาผลประโยชน์ระหว่างเอกชน กับ รัฐ และที่สำคัญจะเกิดภาวะ " รวยกระจุก(พ่อค้านายทุน) จนกระจาย(ประชาชนทั่วประเทศ) “ในรายได้ของปิโตรเลียม....

----พี่ น้อง  และนักวิชาการ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่านโปรดชี้แนะหรือบอกว่าจะเลือกแบบไหนด้วย.....ผมจะได้ไปนำเสนอคณะกรรมการฯครับ    ถ้าเราสามารถปฏิรูปพลังงานไทยได้ครั้งนี้ จะได้ไม่มีสภาพเหมือนเตะหมูเข้าปากหมา อีกจนได้ละครับ....?..?..?..                                     ขอบพระคุณครับ                                                                                                                                                                                              สมมาตร์  พรนที /29 เม.ย.2557

1 ความคิดเห็น:

  1. ผู้คนปัจจุบันนี้ จิตสำนึกสำส่อน....ไม่สามารถปักใจแน่วแน่ที่จะทำงานให้ส่วนรวม....จะทำอะไรก็อดที่จะสอดแทรกผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าไปด้วยไม่ได้.....บางครั้งเป็นเรื่องเสียหายแก่ส่วนรวมอย่างมหันต์.....และเมื่อทำได้ครั้งหนึ่ง ก็จะทำครั้งต่อไปได้...ยิ่งได้รางวัลอามิสสินจ้างก็ยิ่งติดอกติดใจ....ต่อไปก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ๆ

    ตอบลบ