(๑)
ระบบการศึกษาแห่งชาติ :ความรู้คู่ศีลธรรม
หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ:พระศาสนาภาคปฏิบัติ โดย Koon Rachapurk
________________________________________
***** หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ "พระศาสนาภาคปฎิบัติ *****
** ก. คำนำ **
ในภาวะท่ามกลางที่ความเจริญทางด้านวัตถุโรงมโหรสพ สถานอบายมุขแหล่งบันเทิงเริงรมย์ได้เพิ่มจำนวนมากมายเสริมแต่งเสน่ห์เย้ายวนกวนกิเลสสุดๆเร่งรุดเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว พร้อมๆกับนวัตกรรมเทคโนโลยีแสง สี เสียง สื่อ สารสนเทศก์พัฒนาไม่หยุดหย่อน...ทั้งให้ความรู้ ทั้งหลอกล่อสร้างตัณหาความอยาก ทะเยอทะยานที่ไม่เคยพอของผู้คนให้ทวีมากขึ้นเรื่อยๆ .....ในขณะที่คนไทยไม่มีสิ่งใดมาช่วยเพิ่มเสริมสร้างภูมิต้านทานกิเลสของใจ และมิหนำซ้ำหลักสูตรการศึกษาของชาติด้านศีลธรรมพระศาสนาก็ถูกลดบทบาทความสำคัญลง ทำให้จิตใจของเยาวชน ผู้ใหญ่ ประชาชน ข้าราชการ นักการเมือง ถูกกิเลสครอบงำมากขึ้น ทำให้มีใจอ่อนแอตกเป็นทาษของกิเลส โลภ โกรธ หลงมากขึ้นๆ …..นับถือพระศาสนาแต่เพียงรูปแบบเปลือกนอก เข้าไม่ถึงแก่นแท้พระศาสนาทำให้ขาดความมั่นคงทางจิตวิญญาณ ประพฤติมิชอบทั้งในส่วนตัวและหน้าที่ความรับผิดชอบในการงาน...ชีวิตและสังคมไม่สงบสุข.....พาสังคมประเทศชาติไปสู่วิกฤติความหายนะ.....การที่รัฐบาลแก้ไขแบบขอไปทีด้วยวิธีการต่างๆที่ปลายเหตุที่ผ่านมาก็ไม่ได้ผล ทุกอย่างเลวร้ายลงทุกวัน.....จึงต้องหาทางแก้ไขที่ต้นเหตุคือ ที่จิตวิญญาณของคนไทย(รวมถึงผู้บริหารประเทศ).....ในที่นี้ได้เสนอวิธีการแก้ไขโดยแก้ระบบการศึกษาแห่งชาติให้เพิ่มหลักสูตรวิชา “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ ทุกชั้นเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบปริญญาตรีทุกชั้นปี
*** เอกสารนี้ ตั้งใจทำเป็น กึ่งเอกสารนำเสนอโครงการและ กึ่งเอกสารบรรยายทางวิชาการ...เพื่อให้เกิดความเข้าใจใน “หลักการและเหตุผล“ ในเชิงลึก....เสนอตัวอย่างของ”รูปแบบโครงการ”โดยประมาณ...และทราบ”วัตถุประสงค์ “ อย่างละเอียด.....ซึ่งจะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายและมีทางเลือกอื่นๆเพื่มเติมได้ เพราะมีข้อมูลและแง่คิดมุมมองหลากหลาย***
**ข. หลักการและเหตุผล**
(๒)
* หลักการ *
1)เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า.....ถ้าเยาวชนมีสติ สมาธิ ปัญญาสูง ก็จะเป็นคนที่มีคุณภาพ...เมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้งทางโลกและทางธรรม...เป็นพลเมืองชั้นดีของประเทศ...การสร้างพลเมืองชั้นดีของประเทศจึงต้องเริ่มสร้างตั้งแต่เยาวชน วัยรุ่น นักศึกษา.....ตามสุภาสิตว่า ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก...และการที่จะดัดแก้ผู้ใหญ่ในยุคนี้ โดยเฉพาะบุคคลสำคัญที่ปรากฎตามสื่อต่างๆให้ประพฤติตัวดีเพื่อเป็นต้นแบบตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนก็ยาก..... จึงต้องให้พระศาสนาต่างๆเป็นเครื่องมือช่วยสร้างเยาวชนดีมีคุณภาพเพราะมีความพร้อมของพระธรรมคำสอนของพระศาสนาเป็นเนื้อหาของหลักสูตรที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่คิดหาวิธีนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จัดทำเป็นหลักสูตรในระบบการศึกษาแห่งชาติให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการผลิตสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของประเทศคือ ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางโลกและทางธรรม
2)ใจของปุถุชนทั่วไปเปรียบเหมือนน้ำจะไหลลงที่ต่ำ ชอบความสนุกสนานบันเทิงเริงรมย์ ชอบที่จะเพลิดเพลินหลงใหลไปกับกิเลสอบายมุขที่มีสิ่งยั่วยุเย้ายวนโดยไม่ปราถนาที่จะสวนกระแส ยกระดับใจให้สูงขึ้นด้วยวิธีการต่างๆเช่น การอบรมฝึกปฏิบัติธรรมตามศาสนาของตน...จึงต้องอาศัยสิ่งดาลใจ หรือการควบคุมบังคับในระยะแรกให้ใจหายมืดมัว มีโอกาสได้สัมผัสความสงบสุข เบิกบาน แจ่มใส แห่งสติ สมาธิ ปัญญา ....โดยการบังคับด้วยระบบการศึกษาแห่งชาติ หลักสูตรวิชา( บังคับ) “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ ตามศาสนาของแต่ละผู้เรียน
3)รัฐบาลควรต้องสนับสนุนอย่างจริงจังแก่พระศาสนาทุกพระศาสนา ให้ผู้นับถือแต่ละพระศาสนาเข้าถึงแก่นพระศาสนาอย่างถูกต้องไม่บิดเบือนจากพระธรรม เพราะทุกพระศาสนาต่างสอนให้เป็นคนดี ถ้าทุกคนเป็นคนดีแล้วประเทศชาติก็ศานติสุขด้วย
4) วิชาพระศาสนาภาคปฏิบัตินอกจากเป็นวิชาบังคับแล้ว ยังใช้จุดเด่นดึงดูดให้นักเรียนและผู้ปกครองสนใจด้วย....คือปกตินักเรียน นักศึกษา ไม่สนใจ ไม่ฟัง ไม่เชื่อ ในคำสอนเนื้อหาวิชาที่สอนเกี่ยวกับศีลธรรมที่สอนให้เป็นคนดีมีคุณภาพ ตามที่สถานศึกษาต่างๆได้สอนในปัจจุบัน ตามเหตุผลข้อ 2 และเพราะไม่มีเหตุจูงใจเพียงพอจึงไม่น่าสนใจให้ใฝ่เรียน และเรียนเพื่อสอบให้ผ่านเอาคะแนนเท่านั้น....
แต่การเรียนวิชาศาสนาภาคปฏิบัติ นอกจากจะเป็นวิชาบังคับให้ใกล้ชิดคลุกคลี สัมผัสกับพระศาสนา พระธรรม ต้องเรียนอยู่นิ่งๆ เงียบๆในโลกของตัวเองไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ในชั่วโมงเรียนในที่สุดแล้วก็ต้องสนใจกับสิ่งที่อยู่เฉพาะหน้าคือฟังการอบรมและฝึกปฏิบัติ และยังมีจุดเด่นน่าสนใจดึงดูดให้นักเรียนนักศึกษาอยากเรียนอยากฝึกฝนปฏิบัติต่อเนื่องไปเรื่อยๆด้วยนั่นคือ ผลพลอยได้ จะช่วยพัฒนาเสริมเพิ่ม IQ ความฉลาด ไหวพริบ ปฏิภานและเป็นการพักผ่อน ผ่อนคลาย คลายเครียด ที่ดีมาก.....ส่วน EQ ซึ่งช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สำรวมเรียบร้อยขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น เป็นเนื้อหา เป็นวัตถุประสงค์
(๓)
โดยตรงของวิชาอยู่แล้ว
สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองก็จะให้การสนับสนุนเพราะอยากให้ลูกฉลาด สมองดี เรียนเก่งเป็นคนดี ไม่เกเร ตั้งใจเรียนหนังสือ ลดละอบายมุขอยู่แล้ว หลายๆคนแม้จะเสียเงินเรียนก็อยากให้เรียน ตัวนักเรียนนักศึกษาถ้าเพื่อนๆได้เรียนแล้วเขาก็ปราถนาเรียนด้วยเพราะกลัวเสียเปรียบเพื่อนที่ไม่ได้รับการพัฒนา IQ
5)วิชาการที่สอนในระบบการศึกษา พอจะแบ่งลักษณะเนื้อหาวิชาออกเป็น วิชาชีพ วิชาความรู้พื้นฐานทั่วไป และ วิชาศีลธรรมพระศาสนา ทั้ง 3 ลักษณะเนื้อหาวิชาต่างมีความสำคัญต่อคุณภาพของคนที่จะส่งผลให้ประชาชนมีความผาสุข ประเทศชาติก้าวหน้ามั่นคง.....รัฐบาลไม่ควรละเลย ทอดทิ้งอย่างใดอย่างหนึ่ง...ควรให้ความสนใจเอาใจใส่ติดตามวัดค่าประเมินผล.....หาวิธีการปรับปรุงปรับแก้ให้ทันการอยู่เสมอ.....และในที่นี้เสนอให้วิชา "ศาสนาภาคปฎิบัติ " เป็นสิ่งที่เข้ามาสร้างเสริมเพิ่มเติมภูมิต้านทานทางใจของสังคมที่กำลังบกพร่องอย่างมาก.....และเป็นวิชาที่แสดงออกถึงการที่รัฐบาลให้ความสนใจเอาใจใส่ในวิชาด้านศีลธรรมพระศาสนาและความสงบเรียบร้อยศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของสังคมไทย…และต้องการพัฒนาสังคม-ความมั่นคงของชีวิต
6)สติ สมาธิ ปัญญา ที่จะเพิ่มพูนได้จากวิชา "พระศาสนาภาคปฏิบัติ" จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตวิญญาณ...ทั้งหมดนั้นคือภูมิต้านทานของใจด้านศีลธรรม.....ให้ใจเข้มแข็งมีพลังความดีงามต่อต้านและไล่สิ่งไม่ดีไม่งามออกจากใจ...เหมือนใส่น้ำดีเข้าไปต้านและไล่น้ำเสีย...ในขณะเดียวกัน ตัวปัญญาก็จะมองเห็นแนวทางชีวิตที่ดีงามของชีวิตที่ควรจะไป
7)แม้จะมีกฎหมายลงโทษสำหรับป้องกันไม่ให้คนกระทำผิดประพฤติชั่วก็ตาม แต่เมื่อคนมีกิเลสมากก็ยังคงกระทำผิดประพฤติชั่ว ด้วยความหน้ามืดโกรธโมโหร้าย ด้วยความโลภและหลง หาทางเลี่ยงกฎหมายและเสี่ยงว่าไม่มีคนรู้เห็นหรือเสี่ยงสามารถหลบหนีการจับกุมได้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ที่ต้องการ.....ดังนั้นศีลธรรม จิตสำนึกที่ดี สติ สมาธิ ปัญญาประจำใจที่เกิดจากพระศาสนาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาวิธีการส่งเสริมให้คนเข้าถึงพระศาสนาและพระศาสนาเข้าไปซึมซาบในใจ นำพระศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันเป็นปกติธรรมชาติ.....โดยการเพิ่มวิชา “พระศาสนาภาคปฏิบัติ” ในระบบการศึกษาแห่งชาติ
8)หลักสูตรของระบบการศึกษาในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรม จะสอนแต่ หลักการใช้ชีวิต.....ไม่ได้สอนให้ รู้จักชีวิต เพื่อให้นักเรียน -นักศึกษาเข้าใจใน ธรรมชาติ ของชีวิต จิต อารมณ์ อันเป็นพื้นฐานของการพัฒนาใจให้มีศีลธรรมประจำใจ.....แต่วิชาพระศาสนาภาคปฏิบัติจะสอนให้
(๔)
รู้จักเข้าใจชีวิตตัวตนด้วย
9)สุขภาพกายที่ดีมาจากสุขภาพจิตที่ดีเป็นส่วนสำคัญด้วย...วิชาพระศาสนาภาคปฏิบัติจะช่วยสร้างเสริมสุขภาพจิต แล้วสุขภาพจิตที่ดีจะช่วยรักษาเสริมสร้างสุขภาพกายให้ดีต่อไป
*เหตุผลของวิชา " พระศาสนาภาคปฏิบัติ "
ถ้าคนไทย ทั้งเยาวชน นักศึกษา ข้าราชการ นักการเมือง เป็นคนดี มีศีลธรรม มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกดีก็จะแก้ปัญหาต่างๆของประเทศทั้งปัญหาด้านสังคม ความมั่นคง เศรษฐกิจและการเมืองที่กำลังแย่อยู่ในปัจจุบันได้และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญมั่นคงยั่งยืน
แต่เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เวลาได้ผ่านมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว จิตใจคนไทยมีแต่จะแย่ตกต่ำลง ประเทศจะสงบสุขก้าวหน้ามั่นคงได้ คนไทยจะต้องเป็นคนดีมีคุณภาพทั้งทางโลกและทางธรรม จะมีคุณภาพเพียงอย่างเดียวไม่พอ และคงเป็นเรื่องยาก....ถ้าเป็นเรื่องไม่ยากก็คงจะทำกันสำเร็จแล้ว
นี่คือเหตุผลที่เอกสารนี้ได้นำเสนอให้ใช้วิธีการแก้ไขด้วยระบบการศึกษาของชาติ โดยการเพิ่มหลักสูตรวิชา(บังคับ) “พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ เพราะเหตุที่มันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากจึงต้องใช้วิธีบังคับด้วยระบบการศึกษาของชาติ
ความจริงแล้วทุกวิชาจะประกอบด้วยทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สำหรับภาคปฏิบัตินั้นมีความยากง่าย มีความจำเป็นมากน้อยแตกต่างกัน...บางวิชาได้เรียนรวมๆกันทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอยู่ในวิชานั้น...บางวิชา ภาคปฏิบัติ มีความง่ายใช้เวลาน้อย...แต่บางวิชานั้น ภาคปฏิบัติ มีความสำคัญมาก มีเนื้อหามากใช้เวลามากและปฏิบัติได้ยากหากไม่เรียนฝึกฝนภาคปฏิบัติซ้ำๆย้ำๆ ให้ช่ำชองและสัมผัสกับของจริง ก็จะรู้ไม่จริง นำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้เช่น วิชาการต่อสู้ วิชาการดนตรี เป็นต้น
วิชาศีลธรรมหรือวิชาการพระศาสนา ก็เป็นดังเช่นวิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว.....แต่เป็นการต่อสู้ป้องกันใจ กำจัดกิเลสร้ายไม่ให้ทำลายชีวิตตัวเราและสังคม ประเทศชาติ.....แต่นักวิชาการบางกลุ่มบางท่าน ไม่เห็นความสำคัญ.....ได้ลดความสำคัญลง เปลี่ยนเป็นชื่อวิชาอื่นๆ เอาไปรวมกับวิชาอื่นๆ.....หรือให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆมากกว่า เช่นการจัดระบบหมวดหมู่วิชาให้เป็นสากล...การขลาดกลัวเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างศาสนาต่างๆในระบบการศึกษาแล้วจำนนต่อความขลาดกลัวนั้นไม่พยายามหาวิธีก้าวข้ามปัญหา......การลอกเลียนระบบการศึกษาตามก้นฝรั่งเพื่อก้าวสู่ความเป็นอารยะสากลโดยมองไม่เห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทยเกี่ยวกับพระศาสนา .....หรือมองไม่เห็นว่าถ้าภูมิต้านทานของใจด้านศีลธรรมของสังคม
(๕)
บกพร่อง สังคมประเทศชาติจะประสบปัญหาเลวร้ายไปทุกด้านอย่างไร...
.......จึงมุ่งเน้นให้ความสำคัญแต่ วิชาความรู้ด้านอาชีพและความรู้พื้นฐานทั่วไปอย่างที่เป็นอยู่ในหลักสูตรของระบบการศึกษาแห่งชาติในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการจัดหลักสูตรแบบเอาง่ายๆเข้าว่าไว้ก่อน คือขอเพียงแก้ปัญหาง่ายๆให้ดูดี แล้วยอมหมกเมล็ดซ่อนปัญหายากๆไว้..... ทิ้งปล่อยให้เมล็ดปัญหางอกเติบโตเป็นปัญหาเลวร้ายทำร้ายประเทศชาติอย่างสาหัสมาถึงปัจจุบัน.....แต่ก็ไม่มีการตั้งทีมงานระดมสมองมาแก้ปัญหาใจเสื่อมโทรมขาดศีลธรรมของคนไทย.
บทบัญญัติคำสอนของศาสนาต่างๆ พระธรรมคำสอนจะประกอบด้วยทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ อยู่แล้ว.....สำหรับคนทั่วไปการจะเรียนรู้พระศาสนาให้ได้ผลดี เกิดสติ สมาธิ ปัญญาขั้นสูง เกิดจิตสำนึกเห็นโทษของกิเลส ที่เป็นตัวทุกข์ ไม่อยากทำความชั่ว อันเนื่องด้วยกิเลสร้ายเป็นมูลฐาน..... แล้วมีใจเป็นบุญกุศลใฝ่ประพฤติปฏิบัติแต่คุณงามความดี...มีใจสงบเบิกบานแจ่มใส ลด ละ ล้างกิเลส เลิกอบายมุข ขยันทำมาหากินไม่เกียจคร้านนั้น .... ควรจะต้องศึกษาเรียนรู้ประกอบกันทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ตามแนวทาง วิธีการของพระศาสนา จึงจะช่วยให้เกิดปัญญาญาณเป็นภูมิต้านทานกิเลส มองเห็นเข้าใจในสัจจะธรรมเข้าถึงพระศาสนาได้ดี.....สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงเป็นปกติธรรมดาเป็นธรรมชาติของตัวเองได้ซึ่งต้องอาศัยการฝึกปฏิบัติมากๆซ้ำๆย้ำๆ สม่ำเสมอๆเหมือนเช่นการเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ปอ้งกันตัวต้องฝึกจนนำมาใช้ได้โดยอัตโนมัติ.
การเรียนรู้ฝึกปฏิบัติพระศาสนาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ.....ไม่ใช่เรื่องยากที่ทำได้แต่เฉพาะนักบวชหรือผู้นำทางศาสนา ...เพียงแต่นักบวชหรือผู้นำทางศาสนานั้นมีความพร้อมในด้านต่างๆมากเช่น มีเวลามีโอกาสมากสามารถกำหนดเวลาได้แน่นอน โลกภายนอกไม่รบกวน อยู่ในสภาพแวดล้อมอันดีที่เอื้อให้.....และมีความพร้อมด้านอาจารย์ผู้ฝึกสอน
ฆราวาส คนทั่วไปที่เรียนรู้ปฏิบัติพระธรรมพระศาสนายู่กับบ้านได้ดีก็มีทั่วไป หรือมาเรียนรู้ที่โบสถ์ วัด สำนักพระศาสนาแล้วกลับไปฝึกปฏิบัติที่บ้านก็ได้ผลดี .....สำหรับนักเรียนนักศึกษาก็สามารถเรียนรู้ปฏิบัติได้ดีตามระดับความรู้ตามวัยอันสมควรเช่นกัน.....เมื่อทางโรงเรียนสถานศึกษาได้จัดหลักสูตรกำหนดตารางเรียนบังคับไว้ให้แน่นอนแล้วพร้อมวิทยากรหรือสื่อโสตทัศนะศึกษาสำหรับฝึกสอน และสถานที่เรียนรู้ฝึกปฏิบัติก็คงจะดีพอสมควร..... เพียงแต่เมื่อหลังเวลาเลิกอบรมปฏิบัติแต่ละครั้งแล้วจะต้องกลับไปใช้ชีวิตของนักเรียนนักศึกษาตามเดิม.....ซึ่งในส่วนดีก็คือ สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้เอาไปฝึกใช้ในชีวิตจริงเป็นเหมือนกับการทำการบ้านที่วิทยากรมอบให้...หรือเป็นการฝึกเจริญธรรม สติ สมาธิ ปัญญา รูปแบบหนึ่งเช่นกันในขณะใช้ชีวิตประจำวัน...... ซึ่งเป็นหัวใจในการศึกษาพระศาสนาเพื่อสามารถใช้ดำรงชีวิตประจำวัน แต่การเรียนการสอนเกี่ยวกับวิชาศีลธรรมพระศาสนาในปัจจุบันถูกลดความสำคัญลงและ
(๖)
ไม่ได้เน้นเช่นนี้จึงไม่เกิดผล.
ถึงวันนี้แล้วสังคมไทยก็เลวร้ายมากพอแล้ว มีสภาพภูมิต้านทานทางสังคมบกพร่อง ยิ่งอารยะธรรมตะวันตกแพร่เข้ามามากพร้อมสิ่งเย้ายวน ยั่วยุ มากขึ้นรุนแรงขึ้น...จึงจำเป็นที่จะต้องค้นหาวิธีการสร้างภูมิต้านทานให้ใจคน สำหรับต้านกิเลส รู้เท่าทันกิเลส ลดการตอบสนองต่อกิเลส...มิฉะนั้นแล้วยิ่งนับวันประชาชนคนไทยจะมีจิตใจอ่อนแอลงเรื่อยๆ...ตกเป็นทาษกิเลสตัณหาสร้างปัญหาให้ชีวิตและประเทศชาติ และเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาให้ตัวเองได้แล้วก็จะ หาทางออกผิดๆไม่สามารถควบคุมรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้...ทำให้สังคมประเทศชาติยิ่งตกต่ำเลวร้ายลงไม่หยุดยั้ง
มองดูสังคมไทยในปัจจุบัน ผู้คน พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู หัวหน้า ลูกน้อง นิสิต นักศึกษาฯลฯต้องมีชีวิต ที่เหน็ดเหนื่อย เร่งรีบ ขวนขวายดิ้นรน ทำงาน หาความรู้ หาเลี้ยงชีวิตแข่งขันแก่งแย่งชิงกัน ใช้ชีวิตแข่งกับเวลาทุกระดับชนชั้น..... ชีวิตต้องห่างธรรมชาติห่างธรรมมะ ต่างเอาตัวรอด เห็นแก่ตัว หลงยึดมั่นถือมั่นในตัวตนมากขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว แม้จะมีใครบอกเตือนก็รู้สึกตัวไม่ได้...
ต่างฝ่ายต่างคนต่างขาดการเรียนรู้พระศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ ขาดเวลา ขาดสถานที่สถาบัน ขาดศรัทธา ขาดตัวบังคับให้ต้องศึกษาเรียนรู้ฝึกอบรมปฏิบัติให้เข้าถึงแก่นพระศาสนาและเจ้าตัวแต่ละคนก็มองไม่เห็นความจำเป็น ไม่เห็นโทษโดยตรงและโทษต่อเนื่องของกิเลส..... ด้วยคุ้นเคยกับกิเลสตัณหาดำตั้งแต่เกิดจนเคยชิน ต่างคนต่างก็เป็นเหมือนๆกันในสังคมแวดล้อม.....
ที่สำคัญมากๆคือ ขาดรัฐบาล ขาดผู้บริหารประเทศ และหน่วยราชการที่รับผิดชอบต่อระบบการศึกษา รับผิดชอบต่อสถาบันเผยแผ่พระศาสนา รับผิดชอบต่อการพัฒนาสังคมด้านศีลธรรมและความมั่นคงทางจิตวิญญาณของมนุษย์.....ที่จะตระหนักในปัญหานี้แล้วมีความตั้งใจคิดหาหนทางที่จะใช้ภูมิปัญญาของไทยเองแก้ไขสภาพการณ์ของสังคมประเทศชาติให้ดีขึ้น พ้นจากหายนะความล้มเหลวทางจิต วิญญาณของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆทำให้เป็นผลร้ายต่อสังคมประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ที่ผ่านมาต้องถือว่าบุคลากร สถาบัน วัด องค์กร ส่วนราชการต่างๆที่มีส่วนรับรู้รับผิดชอบต่อศีลธรรมความดีงามความสงบสุขทางจิตใจของประชาชน ปฏิบัติหน้าที่มีผลงานติดลบเพราะปล่อยให้จิตใจของประชาชนด้อยคุณภาพด้อยศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม อ่อนแอลงเรื่อยๆ โดยขาดการตระหนักรับผิดชอบ ไม่ได้สนใจกระตือรือร้นที่จะแก้ไข ขาดการดูแลเอาใจใส่หาทางแก้ไขพัฒนา...
ผลจากการที่ประชาชน ข้าราชการ นักการเมือง ขาดความรู้ ความเข้าใจในธรรมชาติของ
(๗)
ชีวิต จิต อารมณ์ หรือขาดการเข้าถึงธรรมมะแก่นของพระศาสนาที่ตนนับถือ และไม่มีกฎหมาย ไม่มีสิ่งใดควบคุมบังคับความประพฤติอย่างเข้มงวด จึงมีอิสระที่จะประพฤติกระทำตามกิเลสอย่างตามใจชอบ อย่างหน้ามืดตามัว มีผลทำให้สังคมประเทศชาติต้องมีสภาพการณ์...
1) ผู้คนไร้ศีลธรรมในการคิด การพูด และการกระทำ ทำให้หน้าด้าน โกหก หลอกลวง(ทั้งๆที่รู้ว่ามีผ็คนรู้ทันมากมาย ) อหังการชอบใช้กำลังความรุนแรงจะเห็นได้จากการชุมนุมทางการเมือง การต่อต้านเอาชนะกันระหว่างพรรคการเมืองและการทำร้ายตีกันของนักเรียนนักศึกษา การผิดหวังในชีวิตการเสพย์สิ่งเสพย์ติดแล้วฆ่าตัวตาย
2) ผู้คนขาดสติปัญญา หูเบาเชื่อง่าย โดนหลอกง่าย ขาดหลักคิด พิจารณาแยกแยะระหว่างความจริงความเท็จ..ความดีความชั่วและคนดีคนชั่ว
3)สังคม วงการธุรกิจ ระบบราชการ มีการฉ้อฉล ทุจริต กินสินบน ขาดความยุติธรรม ทำให้เกิดผลร้ายแก่ประเทศชาติในทุกๆด้าน ที่มีกระทรวง กรม กำกับดูแลอยู่มีผลให้ประเทศชาติพัฒนาได้ช้าและประชาชนมีความสุขมวลรวมอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งๆที่ประเทศเรามีปัจจัย4 อย่างพอเพียง
4)ระบบการเมืองเต็มไปด้วยการโกงทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่และการเลือกตั้ง เกิดการแย่งชิงอำนาจกันด้วยวิธีการเลวร้ายต่างๆ เกิดการสับสนวุ่นวายในการทำงานบริหารประเทศเพราะขาดความละอายต่อบาปเห็นประโยชน์ส่วนตน ส่วนพรรคมากกว่าส่วนรวม...
5) ประชาชนด้อยคุณภาพในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะในเรื่อง การทำหน้าที่การเมืองภาคประชาชน นักการเมืองก็คือส่วนหนึ่งของประชาชน มาจากประชาชน ส่วนใหญ่จึงด้อยคุณภาพไปด้วย เพราะการขาดจิตสำนึก มีความเห็นแก่ตัว ความละโมบ และเมื่อนักการเมืองไม่ดีมาบริหารประเทศที่มีประชาชนด้อยคุณภาพ ประเทศจึงไม่สงบสุขยากจนไม่ก้าวหน้าไปในทิศทางที่ควรจะเป็น และความสุขมวลรวมของประชาชนก็อยู่ในเกณฑ์ต่ำ.
6)ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เพราะใจหยาบกระด้าง ความมักง่าย ขาดสำนึกและการทุจริต เห็นแก่ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม.....และนั่นคือการขาดทุนของประเทศที่ขาดการตระหนัก
7) สิ้นเปลืองงบประมาณมากมายในการแก้ปัญหาต่างๆที่กล่าวมา รวมถึงงบประมาณในการจัดการอบรมจริยธรรม คุณธรรมให้หน่วยงานของรัฐหรือข้าราชการซึ่งไม่บังเกิดผลหรือล้มเหลวมาตลอด ทำให้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นรุนแรงลึกลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆทุกวงการ
8) ปัจจุบันครู - นักเรียนนักศึกษา สอน – เรียนวิชาศีลธรรมหรือวิชาการที่เกี่ยวกับพระ
(๙)
ศาสนา เป็นการสอน – เรียน แบบขอไปที ผู้สอนมักจะมีภูมิความรู้ในพระศาสนาน้อยหลักสูตรให้เวลาสอน
น้อย.....ผู้เรียน เรียนเพื่อสอบเอาคะแนน ท่องจำให้สอบผ่านแค่นั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญลึกซึ้งตระหนักถึงแก่นแท้พระศาสนา.....เนื้อหาบทเรียนมีน้อยไม่ละเอียดไม่มีข้อฝึกปฏิบัติที่จะทำให้เข้าใจ เข้าถึงพระศาสนา...จึงไม่ส่งผลให้สามารถนำธรรมมะมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลให้นักเรียนนักศึกษาเกิดปัญหาด้าน เพศ (ตั้งท้องและโรคติดต่อสัมพันธ์ทางเพศ ) ด้านยาเสพย์ติดและด้านใช้กำลังความรุนแรงทำร้ายกัน อย่างมาก
การเข้าถึงพระศาสนา ทำให้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต จิต อารมณ์.....เกิดประโยชน์ในการลดความเครียด ช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ใจ มีใจสงบ เบิกบาน แจ่มใส เพิ่มสติ สมาธิ ปัญญา และลดละกิเลส เกิดจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานและสังคมประเทศชาติ เป็นคนดีสืบต่อไป.....และผลพลอยได้คือ จะทำให้เป็นคนอารมณ์ดี(เพิ่ม EQ ) เรียนหนังสือเก่งขึ้น (เพิ่ม IQ ) ตามที่สถาบันต่างๆได้ศึกษาทดลองแล้วแต่คนไทยไม่รู้คุณค่าต้องคอยตามก้นฝรั่งเขา แม้แต่ศาสนาคริสต์เขาก็กำลังเรียนรู้การฝึกปฏิบัติเจริญสติ สมาธิ นำไปประยุกต์ใช้ในศาสนาของเขาด้วยเหตุผลว่า เป็นความสามารถตามธรรมชาติ เป็นสมบัติของมนุษยชาติเหมือนการว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ.....แต่น่าอนาถใจที่คนไทยมีของดีแต่ไม่รู้จักใช้…
9) ประเทศชาติวุ่นวายไม่สงบสุขเจริญช้ายากจน เกษตรกรคนระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ถูกขูดรีดเอาเปรียบจากพ่อค้านายทุน โดยมีเจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ และมีรายได้ไม่คุ้มค่ากับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากังวลใจในการทำมาหากิน .....ตลอดชีวิตมีแต่หนี้สิน ความสุขมวลรวมของประชาชนอยู่ในเกณฑ์ต่ำเพราะสาเหตุจากข้อ 1 – 8
ซึ่งเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปแล้วสาเหตุโดยรวมก็คือ...ประชาชนขาดการเข้าถึงพระศาสนา ไม่ได้ประพฤติตนตามพระศาสนาขาดปัญญาในการนำพระศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้มีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องในเรื่องต่างๆ และขาดจิตสำนึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อสังคมประเทศชาติ
ถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลใดจะหยิบยกปัญหาคนไทยขาดการเข้าถึงพระศาสนาขึ้นมาเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ หารือกันในสภาฯเพื่อตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของชาติที่จุดนี้ .....ปัญหานี้มันเป็นปัญหารากเหง้าต้นเหตุต้นตอของบรรดาปัญหาทั้งปวงไม่ใช่หรือ ?
หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการในเรื่องต่างๆ ให้คนให้เข้าถึงพระศาสนาได้อย่างยั่งยืนแล้ว ก็เท่ากับเป็นการแก้ปัญหาเกือบทั้งหมดของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ด้วยปัจจัย 4 นามว่าประเทศไทยได้.....
ที่สำคัญคือการจัดทำหลักสูตรวิชา พระศาสนาภาคปฏิบัติ ในเบื้องต้นไม่ได้เป็นเรื่องยากมากมายเป็นเรื่องไม่ต้องใช้เวลา ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก สามารถเริ่มต้นทำได้ทันที สามารถประกาศบังคับ
(๑๐)
ใช้หลักสูตรวิชานี้พร้อมกันทุกระดับชั้นเรียน เมื่อจัดทำหลักสูตรเสร็จพร้อมอุปกรณ์สื่อโสตทัศน์ศึกษาแบบตัวอย่างเสร็จ และ จะเริ่มให้ผลได้ทันที เมื่อเริ่มดำเนินการ.....โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างพร้อมเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์...เรียกว่าให้แต่ละโรงเรียน แต่ละสถาบันการศึกษาค่อยๆทำไป ค่อยๆแก้ไขเพิ่มเติมความสมบูรณ์ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และรายงานผลความก้าวหน้า อุปสรรค ปัญหา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ข้อแนะนำ.....หน่วยงานระดับบนจะได้รับทราบและประเมินผลติดตามแก้ไขปรับปรุงพัฒนาต่อไป
การแก้ไขปัญหาชาติด้วยระบบการศึกษาตามวิธีนี้ ดูเหมือนต้องใช้เวลานานต่อเนื่อง คงจะทำให้ไม่มีใครอยากเริ่มต้นดำเนินการเพราะคิดว่าจะไม่ทันเกิดประโยชน์แก่ตัวเองในยุคสมัยของตน แต่ถ้าไม่มีใครเริ่มต้นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ จะต้องรอความหายนะเกิดขึ้นมากกว่านี้ก่อนหรือ?.....และที่ผ่านมารัฐบาลก็มีปัญหากับประชาชนในการบริหารประเทศอย่างมากมายดังที่เป็นอยู่.....นั่นคือผลของการที่ตัวผู้บริหารประเทศขาดจริยธรรมเองแล้วจึงไม่เอาใจใส่แก้ไขปัญหาด้านศีลธรรมพระศาสนาของสังคมประเทศชาติ...
** ค. วัตถุประสงค์ **
ต้องการให้คนไทยทุกเพศทุกวัย ทุกอาชีพทั้งประชาชน ข้าราชการ นักการเมือง ทั้งรุ่นปัจจุบันและอนาคตได้เข้าใจ เข้าถึงพระศาสนาของตัวเองตามหลักคำสอนของพระศาสดาอย่างถูกต้องตามควรแก่วัย โดยเน้นใช้ระบบการศึกษาแห่งชาติที่แก้ไขหลักสูตรเพิ่มวิชา “พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ เป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อ…
1)เพื่อให้คนไทย...เพิ่มพูนสติ สมาธิ ปัญญา และเกิดผลพลอยได้ช่วยพัฒนาสมองหลายๆด้านเช่น เพิ่ม IQ และ ช่วยเพิ่มความสมดุลของสมองซีกซ้ายกับซีกขวาทำให้สมองมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นต้น
2)ต้องการสร้างเนื้อนาบุญไว้ในใจของเยาวชนนักเรียนนักศึกษา พร้อมกับหว่านเมล็ดพันธ์พระศาสนาพันธ์แท้อย่างดีเอาไว้ด้วย.....เพื่อเป็นเชื้อเตรียมความพร้อมให้พระศาสนา เจริญเติบโตออกดอกออกผล เป็นธรรมมะเป็นศีลธรรมประจำใจต่อไป...แม้จะพ้นหลักสูตร หยุดอบรมวิชาพระศาสนาภาคปฏิบัติแล้ว แต่เชื้อพื้นฐานที่มีอยู่ ความรู้ความเข้าใจที่ได้รับไปแล้วจะทำให้ยังคงสนใจในพระธรรมธรรมมะ.....ถ้าได้พบการแสดงธรรมในสื่อใดก็จะสนใจอยากรู้อยากเห็นอยากทดสอบภูมิธรรมของตัวเอง อยากรู้ว่าเนื้อหาสื่อธรรมนั้น ถูกต้องเพียงไร..... ทำให้เป็นการศึกษาและเพิ่มเติมความรู้ในพระศาสนา.....แต่ถ้าไม่ได้มีความรู้พื้นฐานที่ดีอยู่ก็จะไม่สนใจในพระศาสนาพระธรรมในโอกาสใดๆ
3)เพื่อให้มีศรัทธา เข้าถึงพระศาสนาของตัวเอง... ยึดมั่นในพระศาสนาสามารถใช้
(๑๑)
พระศาสนาเป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เป็นผลให้ชีวิตสงบสุขได้…..
4)หวังผลจากการมีศรัทธาเข้าถึงพระศาสนา จากการฝึกปฏิบัติ “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ จะมีผลให้ คนไทยมีความมั่นคงทางจิตวิญญาณ เป็นคนดี มีคุณธรรม มีจิตสำนึกดีในหน้าที่ความรับผิดชอบและมีจิตสาธารณะสามัคคีร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม...มีจิตใจร่าเริง เบิกบาน แจ่มใส
5)เพื่อให้มีคนไทยมีภูมิต้านทานกิเลสและสามารถลดละกิเลส อบายมุข...ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศในการ ป้องกัน ป้องปราม ป้องปราบในเรื่องต่างๆเช่นยาเสพย์ติด การทุจริต การอบรมข้าราชการในเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึก (ถ้าใช้หลักสูตรพระศาสนาภาคปฏิบัติแทน) ได้มาก
6)เพื่อนำพระศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวันได้ รู้ ได้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต จิต อารมณ์ของตัวเอง เพื่อปรับปรุง แก้ไขตัวเอง .....สามารถป้องกัน แก้ไขความทุกข์ สามารถแก้ไขปัญหาชีวิตในวิธีที่ถูกต้อง มีศีล เมตตา ไม่เบียดเบียนกัน
7)เพื่อให้คนไทยเป็นคนดีของตัวเอง ของสังคมประเทศชาติ...
8)เพื่อให้คนไทยเป็นคนมีทั้งคุณภาพในทางโลกและคุณภาพในทางธรรม ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ช่วยสร้างชาติให้มั่นคงก้าวหน้ายั่งยืนต่อไป
9)สังคมมนุษย์จะต้องดำเนินไปด้วยกัน ทั้งทางโลก และทางธรรม เพราะต่างก็ต้องประคับประคองกันไปจึงจะอยู่กันได้.....ชีวิตความเป็นอยู่ และกิจกรรมในทางโลกก็ต้องดำเนินไป ... ชีวิตความเป็นอยู่และกิจกรรมในทางธรรมก็ต้องได้รับการส่งเสริม สนับสนุน อย่างเอาใจใส่อย่างจริงจัง..... ต้องการให้รัฐบาลเข้าใจ มองเห็นตรรกะนี้ และเข้ามามีบทบาทรับผิดชอบโดยตรงให้ความสำคัญต่อพระศาสนา จิตวิญญาณ ศีลธรรม ของคนไทย ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องหาหนทาง หาวิธีการให้ผู้คนมีความมั่นคงทางจิตวิญญาณด้วยพระศาสนาของเขาเพื่อให้ผู้คนสังคมประเทศชาติเดินหน้าได้ต่อไป รอดพ้นจากความหายนะ..... สู่ความรอดปลอดภัยเจริญก้าวหน้า
(๑๒)
ง.ข้อเสนอรูปแบบ “พระศาสนาภาคปฏิบัติ” **
ขอเสนอให้เพิ่มวิชา " พระศาสนาภาคปฏิบัติ" ในหลักสูตรของระบบการศึกษาไทย
วิธีการที่จะทำให้ประเทศไทยมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา เยาวชน ผู้ใหญ่ ข้าราชการเป็นคนดี มีความสุขร่วมกันในสังคม ในที่นี้เห็นว่า รัฐบาลต้องมองเห็นและเข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริงของสังคมในปัจจุบัน แล้วต้องแก้ปัญหาให้ถูกจุด ถูกวิธี แก้ปัญหาที่ต้นเหตุรากเหง้า แก้ปัญหาแบบถาวรต่อเนื่องโดยเสนอแนวทางดังนี้
รัฐบาลกำหนดเป็นวาระสำคัญ นโยบายแห่งชาติเร่งจัดทำหลักสูตรวิชา " พระศาสนาภาคปฏิบัติ " สำหรับนักเรียน นักศึกษาทุกระดับชั้นเรียน และทุกพระศาสนาโดยมีรายละเอียดคร่าวๆเป็นตัวอย่างหรือ ปั้นตุ๊กตาพอเป็นรูปร่างดังนี้
1) เป็นวิชาบังคับที่สำคัญ ( มีหน่วยแต้มสูง) นักเรียนนักศึกษาทุกคนทุกพระศาสนาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนจบปริญญาตรีต้องเรียน.....( ต่อไปอาจให้ข้าราชการต้องอบรมฝึกปฏิบัติด้วยและอาจมีการออกกฎหมายให้ นักการเมือง ต้องมีการอบรมฝึกปฏิบัติทุกปีด้วย ตามโครงการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต.....ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาล หรือข้อเรียกร้องของประชาชน )
2) การเรียนคือการอบรมฝึกปฏิบัติที่โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาของตัวเองหรืออาจอาศัยวัดและศาสนสถานต่างๆร่วมด้วย แล้วแต่ความสะดวกเหมาะสมและประสิทธิผลที่จะได้รับ
สำหรับเด็กเล็ก เด็กอนุบาลใช้เวลาสั้นๆไนการฝึกแต่ละครั้ง สามารถฝึกได้ทุกวันโดยเน้นเป็นการฝึกเตรียมพื้นฐานเบื้องต้นของใจด้านสติและสมาธิไปก่อน ยังไม่ต้องเน้นสอนธรรมมะให้ปัญญา ตัวอย่างเช่น..... - (ก) บทเรียนฝึกสติให้ใจควบคุมกายให้สงบ โดยให้เด็กอนุบาลหลับตาในท่านั่งสบายๆอยู่นิ่งๆ เป็นเวลา 10, 15, 20, 25 …..วินาที ค่อยๆเพิ่มตามความสามารถของเด็กมีคุณครูคอยควบคุมดูแลและเป็นเพื่อนเด็กโดยออกเสียงนับ 1-2-3-4- - -10- - - ไปด้วย ****(ข) บทเรียนเพิ่มพูนสติให้ใจสงบโดยให้เด็กนั่งหลับตาภาวนา(หนึ่งคำหรือวลี)ในใจ ช้า ๆพร้อมกับคุณครูซึ่งภาวนาออกเสียงภาวนากำกับไปพร้อมๆกันด้วยนานประมาณ 10, 20, 30 นาที ***** (ค) บทเรียนฝึกสติสมาธิ โดยให้เด็กนั่งหลับตาฝึกควบคุมลมหายใจเข้า-ออกช้าๆสบายๆในระยะแรกมีคุณครูคอย
(๑๓)กำกับบอกให้จังหวะ เข้า – ออก – เข้า – ออก – เมื่อเด็กทำเองได้แล้วก็ปล่อยเด็กควบคุมตัวเองฝึกนานเป็นเวลา 5, 10,…..30 นาที (มีผลช่วยป้องกันแก้ไขอาการสมาธิสั้นได้ ด้วย)***** (ง) บทเรียนฝึกเพิ่มพูนสติให้ว่องไวโดยฝึกให้ใจรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังนึกคิดเรื่องอะไร ใจลอยไปไหน พบเจออะไร นึกคิดว่าอย่างไรพยายามให้รู้ตัวตลอด ติดตามความคิดให้ทันท่วงที หากขาดสติเผลอลืม พอรู้สึกตัวให้รีบตั้งสติใหม่ เริ่มตั้งต้นติดตามความคิดใหม่ทุกครั้ง เพื่อรู้ตัวตลอดเวลาบอกตัวเองได้ว่า กำลังคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องเคร่งเครียด ไม่ต้องบังคับสกัดกั้นข่มใจแต่อย่างไร ฝึกทำไปเรื่อยๆสบายๆแล้วความคิดจะค่อยๆเชื่องสงบเอง เมื่อถึงเวลาแล้วทุกอย่างจะพัฒนาเกิดเพิ่มมาเอง คือเมื่อสติเพิ่มพูนแก่กล้ามากความคิดก็เชื่องสงบลง ใจก็สงบ.....เมื่อใจสงบ สมาธิก็เกิด.....เมื่อสติ สมาธิเข้มแข็งได้นานๆ ใจก็จะนิ่ง แล้วปัญญาญาณก็จะค่อยๆตระหนักรู้เข้าใจในธรรมมะต่างๆ สัจจะธรรมต่างๆ เข้าใจในสภาพความเป็นจริงของสิ่งต่างๆเป็นต้น …..นอกจากนี้ก็สามารถนำบทเรียนที่กล่าวมาผสมรวมกันเป็นบทเรียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก
*ในสื่อออนไลน์จะมีแบบฝึกปฏิบัติ "จิต" เด็กเล็กในแนวพระพุทธศาสนาของชาติต่างๆ ที่ใช้สื่อการสอนง่ายๆ รูปแบบวิธีการสอนง่ายเป็นธรรมชาติ ทำให้เด็กสนุก สนใจ อยากเรียนรู้และเพลิดเพลิน ซึ่งสามารถเข้าไปค้นดูได้
ที่ยกตัวอย่างมานั้น คิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจเห็นภาพได้ดีขึ้น และรู้ว่าไม่ใช่เรื่องยาก เป็นไปได้ที่เด็กๆจะสามารถฝึกปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์อย่างมากในการช่วยพัฒนาเพิ่มสติสมาธิปัญญา สร้างสมรรถนะความคิดให้รวมศูนย์มีพลังให้พุ่งไปเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ขบคิดปัญหาได้ดี.....ถ้าในทางธรรมก็ช่วยทำให้เกิดการรู้แจ้งแทงตลอดในพระธรรมธรรมมะ.....ถ้าในทางโลกก็เรียกว่าช่วยให้ฉลาดเพิ่ม IQ
หลักสูตรวิชา “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ นอกจากจะสอนฝึกปฏิบัติเจริญธรรมในห้องหรือในชั่วโมงเรียนแล้ว .....ยังเน้นสอนให้ผู้เรียนได้นำไปฝึกใช้ในชีวิตจริงคือ มีสติ รู้สึกตัวในอริยาบถต่างๆนอน นั่ง ลุก ยืน เดิน กิน ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ฯลฯ.....พร้อมกันก็รู้ตัว รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของใจ ในช่วงเวลาแห่งการใช้ชีวิตประจำวัน.....ซึ่งก็คือการได้เจริญธรรมในการใช้ชีวิตประจำวันควบคู่กันไปด้วย .....ซึ่งวิทยากรคงจะได้สอนและเน้นคอยกระตุ้นเตือนผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความสำฤทธิ์ผลของหลักสูตร
3) ครูฝึกเด็กเล็กสามารถใช้ครูประจำชั้นที่ผ่านการอบรมแล้ว ส่วนเด็กโตอาจติดต่อขอพระอาจารย์ ผู้นำทางศาสนา หรือชาวบ้านที่มีภูมิความรู้เชี่ยวชาญมาสอนอบรมฝึกปฏิบัติตามหลักสูตรที่ได้จัดทำไว้...และควรให้ครูทุกคนเข้าร่วมรับการฝึกอบรมปฏิบัติด้วยเผื่อบางท่านอาจเป็นกำลังช่วยฝึกเด็กรุ่น
(๑๔)
ต่อๆไปได้...สำหรับครูใหม่ในอนาคตอีก 2-4 ปี ที่จะจบการศึกษามารุ่นใหม่ซึ่งผ่านการอบรมฝึกปฏิบัติมาแล้ว
จากมหาวิทยาลัย ก็อาจจะมีความสามารถเป็นกำลังช่วยฝึกอบรมได้…..และในอนาคตรัฐบาลหรือสถาบันการศึกษาควรจะผลิตบุคลากรเฉพาะทางด้านนี้ออกมารับใช้สังคมร่วมกับองค์กร สถาบันทางพระศาสนาด้วย.
4) ควรมีการจัดทำสื่อโสตทัศน์ศึกษาแบบตัวอย่าง เช่น วีซีดีและวีดีโอ เป็นตัวอย่างประกอบเอกสารหลักสูตร... สำหรับให้ วิทยากรตัวจริงได้ใช้ศึกษาเตรียมตัว เพื่อดำเนินการอบรมฝึกนักเรียนนักศึกษา ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ข้อกำหนดของหลักสูตร.....อุปกรณ์สื่อโสตทัศน์ศึกษาแบบตัวอย่างนี้ สามารถใช้อบรมฝึกนักเรียนนักศึกษาได้จริงด้วยเมื่อเกิดปัญหาขาดแคลนวิทยากร หรือต้องการทบทวนอบรมฝึกซ้ำภายหลัง…..อุปกรณ์สื่อโสตทัศน์ศึกษาแบบตัวอย่างนี้ ในเรื่องเดียวกัน หรือหัวข้อบทเรียนเดียวกัน อาจมีมากกว่า 1 ตัวอย่างโดยอาจารย์หลายคน แต่เนื้อหาเดียวกันเพื่อความหลากหลายในสำนวนวิธีการพูดจะช่วยให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น.....และควรระดมมันสมองผลิตสื่ออุปกรณ์เรื่อยๆให้อยู่ในขอบเขตเนื้อหาของหลักสูตรแต่ละหัวข้อเรื่อง เพราะอุปกรณ์สื่อเหล่านี้สามารถใช้ อบรมฝึก ประชาชน ข้าราชการ นักการเมืองได้ด้วย แล้วแต่นโยบายคำสั่งของรัฐบาลในอนาคต
นอกจากนี้ควรจัดให้มี ศูนย์ที่ปรึกษาหรือ CALL CENTER สำหรับให้คำปรึกษาแก่โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆที่มีปัญหา ข้อหารือ ข้อสงสัยต่างๆสามารถถามปรึกษาหารือได้ทันที
( 5 )บทเรียนฝึกปฏิบัติบทหนึ่งๆหรือตอนหนึ่งๆ อาจจะต้องฝึกซ้ำหลายๆครั้งจนกว่าจะเป็นที่พอใจของวิทยากร จึงจะขึ้นบทเรียนใหม่ หรืออาจมีการกำหนดเวลา- จำนวนครั้งโดยประมาณไว้ในหลักสูตรด้วย ..........และถึงแม้จะเรียนจบหลักสูตรแล้ว ถ้ายังมีเวลาเหลือหรือช่วงปิดเทอมก็ให้ยังคงฝึกปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ...เพราะหัวใจของหลักสูตรคือต้องการให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติให้มากที่สุดเท่าที่โอกาสและ เวลาจะอำนวยให้...เพื่อเข้าถึงความสงบ อยู่กับความสงบ รู้รสชาติความสงบ เพิ่มพูน สติ สมาธิ ปัญญาคลุกคลีใกล้ชิดพระศาสนาให้มากที่สุด ซึ่งวิทยากรคงจะได้ขอให้ผู้เรียนได้กลับไปทบทวนฝึกปฏิบัติที่บ้านด้วย บทเรียนการฝึกปฏิบัติบางเรื่องก็ใช้เวลาว่างเล็กๆน้อยๆเพิ่มพูน สติ สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติได้ทั้งเวลา นั่ง ยืน เดิน นอน.....ดังนั้นก่อนหลับและ เวลาตื่นก่อนลุกขึ้นก็สามารถฝึกทำได้เป็นต้นแล้วแต่วิทยากรจะแนะนำ.....
เนื้อหาหรือจำนวนบทเรียนของเรื่องการฝึกปฏิบัติอาจมีไม่มาก... แต่การใช้เวลาในการฝึกต้องใช้มาก และหัวข้อธรรมมะที่จะแสดงบรรยายในระหว่างช่วงเวลาของการฝึกปฏิบัติเจริญธรรมก็มีมากอาจกำหนดไว้ในหลักสูตรให้วิทยากรเลือกใช้แสดงบรรยายตามแต่วิทยากรเห็นสมควร...ซึ่งจะได้ใช้เวลา
(๑๕)
ในช่วงที่นักเรียนกำลังฝึกปฏิบัติเจริญธรรม สติ สมาธิ ปัญญามีใจสงบถึงพร้อมด้วยสติ สมาธิ ปัญญา
พอสมควรนั้น...วิทยากรจะได้สอนบรรยายธรรมมะต่างๆสอดแทรกเข้าไปเป็นบางจังหวะอันสมควรด้วย
ในระหว่างเวลาการฝึกปฏิบัติเจริญธรรม ช่วงขณะที่นักเรียนกำลังมี สติรู้สึกตัวดี มีสมาธิมั่นคง ปัญญาพร้อมจะทำงานนั้น โดยปกติวิทยากรก็จะถือเป็นโอกาสแสดงอธิบายธรรมมะ ในเรื่องต่างๆสอดแทรกไปด้วย.....นับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก เพราะผู้ฝึกปฏิบัติใจกำลังสงบว่างพร้อมที่จะรับธรรมมะเข้าสู่จิตสำนึกและพร้อมที่จะเกิดปัญญาตระหนักรู้แจ้งในพระธรรมธรรมมะ การสอนธรรมมะในช่วงเวลาเหล่านี้จะเกิดความซาบซึ้ง โน้มนำใจให้เกิดศรัทธา เกิดความรู้ผิดรู้ชอบชั่วดี เกิดจิตสำนึกที่ดีประทับลงในใจของผู้กำลังเจริญธรรม เกิดผลดี ผลประโยชน์มากกว่าการสอนแสดงธรรมมะในห้องเรียนปกติ ในเวลาอื่นๆมากมาย
6)พระอาจารย์หลวงพ่อที่เป็นคณะกรรมการร่วมจัดทำหลักสูตรวิชา “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ ควรชี้แจงข้อเท็จจริงไว้ในเนื้อหาหลักสูตรให้ชัดเจนว่า การฝึกปฏิบัติเจริญธรรม สติ สมาธิ ปัญญา เมื่อตั้งจิตอธิฐานให้ถูกต้องก่อนเริ่มฝึกปฏิบัติธรรมแล้ว จะไม่มีผลร้ายใดๆเกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติธรรม ทั้งด้านสมอง ใจ กาย ( บางท่านเกรงว่าจะทำให้ปราสาทเพี้ยนหรือสิ้นลมตายขณะฝึกทำสมาธิ ซึ่งจะไม่เป็นเช่นนั้นเพราะคนเราไม่สามารถกลั้นใจตายได้ ) ทั้งนี้ตัวผู้ฝึกและผู้ปกครอง ฯลฯจะได้ไม่ต้องกลัว.....ถ้าจะมีผลกระทบข้างเคียงบ้างสำหรับเพียงบางคนคงเป็นปัญหาส่วนตัวที่แก้ไขได้เช่นลดการฝึกปฏิบัติให้เบาลง.....และน่าจะเป็นปัญหาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลดีที่สังคมประเทศชาติและผู้เรียนจะได้รับ
นอกจากนี้เนื้อหาธรรมมะบรรยายที่จะแสดงสอนนักเรียน เห็นว่าควรจะเลี่ยงเรื่องเกี่ยวกับ ชาติหน้า ชาติที่แล้ว นรก สวรรค์ เรื่องเทวดา เปรตผีเพราะเป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์และยากต่อการอธิบายให้เข้าใจได้ อาจเป็นเหตุทำให้นักเรียนไม่ศรัทธาไม่เชื่อถือ.....เนื้อหาของธรรมมะบรรยายที่แสดงสอดแทรกในระหว่างการฝึกปฏิบัติเจริญธรรม ควรเป็นธรรมมะแนววิทยาศาสตร์ อธิบายได้ด้วยเหตุด้วยผล สามารถตอบคำถามของนักเรียนให้เข้าใจได้ทุกคำถาม.....ควรสอน ให้รู้เกี่ยวกับ การละชั่ว ทำดี ทำจิตให้สะอาดผ่องใสเบิกบานโดยตรงเช่นสอนให้ **รู้จักตัวทุกข์ ** รู้เหตุแห่งทุกข์ **รู้วิธีดับทุกข์ ** รู้ทำรู้ผลหรือรู้ทางแห่งการปฏิบัติให้ทุกข์ดับ.....ถ้าจะสอนเรื่อง กรรมและผลกรรม เห็นว่าก็น่าจะสอนในแนวทางของกรรมและผลกรรม ที่เป็นที่เกิดที่เกิดได้ ในทันที ในชาติปัจจุบัน ทั้งผลกรรมทางใจและทางกายก็เพียงพอที่จะให้นักเรียนเข้าใจและเกิดศรัทธาได้ ถ้านักเรียนได้รู้เห็นสิ่งที่นอกเหนือเกินเลยจากที่สอนก็ให้มาถามหารือกับพระอาจารย์หรือวิทยากรเป็นส่วนตัว
(๑๖)
7)การจัดทำหลักสูตร "ศาสนาภาคปฏิบัติ" สำหรับศาสนาพุทธ รัฐบาลควรแต่งตั้งเจ้าภาพและคณะกรรมการจากส่วนราชการและสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น วัดป่าหรือวัดที่มีการเปิดอบรมสอนธรรมมะฝึกปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนากรรมฐานอยู่แล้ว กท.ศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ วิทยาลัยสงฆ์ฯ สนง.พุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา กท.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีของกรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพระศาสนา และพระอาจารย์หลวงพ่อต่างๆที่เป็นพระนักปฏิบัติ ที่ได้รับการเลื่อมใสยกย่อง หรือที่มีผลงานออกอากาศทางวิทยุ โรงเรียนที่ได้มีการดำเนินการโครงการแบบนี้อยู่แล้วเช่นโรงเรียนไสบาบาของ ดร.อาจอง ณ.ชุมสาย เป็นต้น...มาร่วมกันหารือดำเนินการจัดทำหลักสูตร...และมีการประชุมติดตามประเมินผลปรับปรุงแก้ไขให้ต่อเนื่องตลอดไป.....
8)หลักสูตรวิชา " พระศาสนาภาคปฏิบัติ " จะแยกเป็น ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม โดยเน้นศาสนาพุทธเป็นหลักนำร่องเพราะเป็นเหมือนศาสนาประจำชาติไทย ที่คนไทยส่วนใหญ่ ( 95% )นับถือ.... สำหรับศาสนาคริสต์ อิสลาม ก็เชิญโรงเรียนและผู้นำศาสนามาหารือเพื่อสนับสนุนจัดทำเช่นเดียวกัน โดยรัฐบาลเป็นผู้ดูแลควบคุมสนับสนุน.....ซึ่งจะเป็นผลดีที่จะได้มีการปรับหลักสูตรเนื้อหาการสอนแต่ละศาสนาให้ถูกต้องไปด้วย เพื่อไม่เกิดการบิดเบือนคำสอนให้เป็นภัยความมั่นคงของชาติ
** ไม่ควรให้มีปัญหาจากเรื่องนักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ (เฉลี่ยทั่วประเทศ 5% )ในการพิจาณาตัดสินใจว่าจะดำเนินการโครงการนี้หรือไม่...เพราะแผ่นดินไทยแทบจะเรียกได้ว่าเป็นแผ่นดินของชาวพุทธ ( มีผู้นับถือศาสนาพุทธ 95% ศาสนาอื่นประมาณศาสนาละ 2-3% )การที่จะแก้ปัญหาของชาติ เพื่อประชาชนทั้งชาติด้วยระบบการศึกษา จึงไม่สมควรเอาคนส่วนน้อย ปัญหาน้อยๆมาเป็นปัญหาอุปสรรค แต่ควรจะแก้ปัญหาน้อยๆนี้ได้ สำเร็จ เพราะจะทำให้คนทั้งชาติมีความผาสุขร่วมกันรวมถึงผู้ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธด้วย หากประเทศยากจนเดือดร้อนเข้ากลียุค ก็จะไม่มีใครมีความสุขได้ ดังนั้นทุกคนทุกศาสนาจึงต้องร่วมมือกันถือเอาประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ไม่รู้มาก เอาแต่ได้ เห็นแก่ตัว...
9) อีกส่วนหนึ่งของความมุ่งหวังของหลักสูตรวิชา “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ คือหวังว่าในระหว่างการฝึกปฏิบัตินักเรียนนักศึกษาจะได้เข้าถึงสภาวะที่จิตว่าง สงบ สะอาด สว่าง ถึงพร้อมด้วยสติ สมาธิ ปัญญา มีความรู้สึก สุข สงบสบาย ไร้กิเลส เหมือนคำกล่าวว่า “ สุขอื่นใดยิ่งกว่าความสงบนั้นไม่มี ”
(๑๗)
ในสภาวะเช่นนี้เป็น “ความสุขทางธรรม”(ไม่ต้องอาศัยเหยื่อ) สามารถใช้เปรียบเทียบกับ “ความสุขทางโลก” (ต้องอาศัยเหยื่อ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จึงสุขได้ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความทุกข์ ) ว่าอย่างไหนประเสริฐดีเลว สบายยั่งยืนกว่ากัน จะได้มีหลักยึดเหนี่ยวถ่วงดุลทางใจ เกิดวิชชา ปัญญา ตระหนักรู้ว่าโลกนี้มี 2 ทางเลือกเสมอ...
ถ้าชีวิตผิดหวังทุกข์ ร้อนกลุ้มใจในทางโลก ก็จะได้เลี่ยงเข้ามาพักบำบัดทุกข์ใน เส้นทางธรรม ใช้ธรรมมะแก้ปัญหาให้ชีวิต เพราะเคยรู้รสความสุขทางธรรมที่สะอาด สว่าง สงบ สบายเป็นที่พึ่งได้มาแล้ว จึงนึกถึงธรรมะยามมีทุกข์ ใช้ธรรมมะเป็นหลักประคับประคองชีวิตให้ก้าวเดินไปในทางโลกอย่างมีสติรู้เท่าทันกิเลสมารยา รู้จักดูแลรักษาจิตใจให้สงบเบิกบานแจ่มใสในยามที่มีปัจจัย 4 ของชีวิตพอเพียง ไม่หาทางออกที่ผิดๆ ไม่ทำร้าย(จิตใจ) ตัวเองด้วยความคิดกังวล วุ่นวาย โมโห เศร้าอาวรณ์ ฯลฯ ด้วยความไม่รู้เท่าทันในการปรุงแต่งอารมณ์ กิเลส
** จ.ข้อเสนอแนะทางเลือก ในการจัดทำหลักสูตร **
มีบทเรียนหลายรูปแบบสำหรับพัฒนาเพิ่ม สติ สมาธิ ในเบื้องต้น เป็นการเตรียมพื้นฐานของใจ ให้มีความพร้อม ให้เป็นพื้นฐานที่ดีของทุกพระศาสนา..... เป็นการเตรียมใจให้พร้อมสำหรับก้าวไปสู่การศึกษาอบรมฝึกปฏิบัติในพระศาสนาต่างๆในขั้นตอนต่อไป ....การเตรียมพื้นฐานของใจให้มีความพร้อมสำหรับพระศาสนาต่างๆอันเป็นสากลนี้.....ควรจะเป็นสมบัติของมนุษยชาติทุกคน ไม่ใช่เป็นของพระศาสนาใด (เช่นเดียวกับการว่ายน้ำ การขี่จักรยาน ) ไม่ว่าใครก็ควรสามารถฝึกได้ตามชอบใจ เป็นสิทธิอันชอบธรรม .....คือไม่ควรจะขัดต่อบทบัญญัติข้อห้ามของพระศาสนาใดๆ แต่เรื่องนี้ควรจะขึ้นกับความเห็น ความต้องการของผู้ปกครอง.....หากทางโรงเรียนมีการชี้แจงให้ผู้ปกครองได้เข้าใจก็น่าจะสามารถจัดทำหลักสูตร “พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ได้ง่ายขึ้น คือ…
ให้จัดทำหลักสูตรวิชา “พระศาสนาภาคปฏิบัติ “แยกออกเป็น “บทเรียนเตรียมพื้นฐานทางใจ” สำหรับเด็กเล็กชั้นอนุบาลถึง ป.4 ทุกศาสนาเรียนร่วมกัน ไม่ต้องแยกพระศาสนา ซึ่งผู้ปกครองเด็กทุกศาสนาน่าจะยินยอมเมื่อได้รับการอธิบายให้เข้าใจถึงผลดีต่างๆมากมาย.....และสำหรับเด็กชั้นโตขึ้นไปจึงให้เริ่มอบรมฝึกปฏิบัติวิชา “พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ ระดับสูงขึ้นไปแยกตามพระศาสนาของแต่ละคน.....ซึ่งคิดว่าเด็กโตจะสามารถฝึกปฏิบัติ ได้ผลดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่หรือดีกว่า...อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กขอให้ปรึกษาหารือกับบรรดาพระอาจารย์ผู้มีความรู้จริงในที่ประชุมก่อน
หลักสูตรตามรูปแบบที่กล่าวมา หากมีการดำเนินการได้ผลดี ต่อไปอาจจะเป็น
(๑๘)
หลักสูตรตัวอย่างต้นแบบของโลก หากโลกเข้าสู่ยุควิกฤติ นาๆประเทศต่างประสบปัญหาความล้มเหลวทางจิตใจของประชาชน สังคมเสื่อมโทรม ก็จะต้องหันหน้าเข้าหาพระศาสนาภาคปฏิบัติกัน.....และจะเป็นการดีที่ประเทศไทยเราจะได้เป็นผู้นำของโลกเสียบ้าง....มิใช่ต้องรอให้ฝรั่งจีน อินเดียเริ่มก่อนแล้วไทยเราคอยตามก้นเขาตามที่ถนัดเพราะไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาไทย.....ปัจจุบันนี้เหลือเพียง ไทยและพม่าที่นับถือ พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นศาสนาหลักที่มีความเข้มแข็ง แต่ก็ไม่ค่อยเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา.
** แต่ถ้าโรงเรียนแต่ละโรงเรียนมีเด็กนักเรียนที่นับถือศาสนาเดียวกันเกือบทั้งหมดอยู่แล้ว( นักเรียน ที่นับถือศาสนาพุทธ มีประมาณ 95% จะเรียนในโรงเรียนที่มีนักเรียนนับถือศาสนาพุทธเหมือนๆกันอยู่แล้ว) ก็จะไม่มีปํญหาเรื่องนักเรียนในโรงเรียนเดียวกันนับถือศาสนาต่างกัน
การสร้างหลักสูตรจะขอยกตัวอย่างดังนี้
ก) ขั้นเตรียมความพร้อมจิต สำหรับชั้นอนุบาลถึง ป.1
ข) ขั้นสร้างพื้นฐานจิต สำหรับชั้น ป.2- ป.3
ค) ขั้นพัฒนาจิตระดับที่ 1 สำหรับชั้น ป.4 - ม.2
ง) ขั้นพัฒนาจิตระดับที่ 2 สำหรับชั้น ม.3 - ม.5 หรือ ปวช.
จ) ขั้นพัฒนาจิตต่อเนื่องและมีส่วนร่วม ..สำหรับชั้น ปริญญาตรี มีวิชาบังคับเรียนด้านทฤษฎีหรือเนื้อหาธรรมะ คล้ายพระเรียนนักธรรมตรี และทำโครงงานผลิตบทเรียนเนื้อหา บทฝึกปฏิบัติ สำหรับเด็กเล็ก เด็กกลาง พร้อมผลิตอุปกรณ์ สื่อวึดีทรรศน์ โสตทรรศนอุปกรณ์ ใช้ประกอบการเรียนการสอน ..นอกจากนี้ทุกปีต้องเข้ารับการฝึกปฏิบัติอบรมวิปัสนากรรมฐานหลักสูตรมาตราฐาน อย่างต่ำ7 วัน โดยไปเข้าอบรมที่วัดต่างๆที่กำหนดไว้ หรือสถาบันจัดโครงการเองที่สถาบันในช่วงปิดเทอมต่างๆ หรือที่ส่วนราชการจัดโครงการเนื่องในโอกาสต่างๆแล้วนำประกาศนียบัตรมาแสดง ...
ทั้งนี้เมื่อจัดทำหลักสูตรเสร็จ ประกาศใช้แล้ว น่าจะให้ทุกขั้น หรือทุกชั้นเรียนเริ่มเปิดเรียนพร้อมกัน ในปีเดียวกัน ซึ่งย่อมต้องมีการขลุกขลัก จากความไม่พร้อมแน่นอน แต่ให้ค่อยๆแก้ไขไปตามมีตามเกิดปรึกษาหารือกับ CALL CENTER ดึงพลังท้องถิ่นทั้งวัดทั้งบ้านอุบาสกอุบาสิกา มาร่วมมือให้เต็มที่
(๑๙)
** ฉ.สรุป **
โดยธรรมชาติแล้ว ใจคนเราที่มีสติ สมาธิ ปัญญาน้อยขาดการตระหนักรู้ในธรรมชาติของโลกที่แบ่งเป็น รูปธรรม( ดิน น้ำ ลม ไฟ ) และนามธรรม(สิ่งที่เกิดกับใจคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ) มีอุปาทานหลงยึดมั่นในตัวตน ( ก่อให้เกิดความอยาก-ไม่อยาก )ขาดศรัทธาในธรรมมะพระศาสนา ใจนั้นก็เปรียบเหมือนน้ำที่จะไหลลงที่ต่ำ ยิ่งนับวันก็จะยิ่งต่ำลงยิ่งอ่อนแอตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสมากขึ้น บุคคลผู้ครองใจนั้นก็จะยิ่งเป็นคนไม่ดี เป็นคนด้อยคุณภาพของสังคมประเทศชาติ
ใจ ที่มีสติ สมาธิ ปัญญาน้อยเปรียบเหมือนน้ำที่คอยจะไหลลงที่ต่ำอยู่ร่ำไปนั้น ไม่รู้ตัวว่ากำลังมีแนวโน้มเป็นใจที่แย่ลงๆ คุณภาพด้อยลงๆ อ่อนแอลงๆ มีกิเลสมากขึ้นๆ ปล่อยใจไปตามกระแสโลกด้วยความเคยชินโดยไม่รู้ตัวมืดมัวเพลิดเพลินเตลิดหลงไปกับความยั่วยุเย้ายวนรอบๆตัว จึง ไม่ได้อยากที่จะไหลขึ้นที่สูง .... นี่เป็นธรรมชาติของใจทั่วไปที่มีอิสระเสรีในความไม่รู้...เหมือนชาวประชาธิปไตยที่ ไม่ทำหน้าที่ ไม่รักษาสิทธิ์ ใช้เสรีภาพบนความไม่ถูกต้อง.....
แม้ใจนั้น จะเคยผ่านการเรียนรู้มาบ้าง ในเรื่องเกี่ยวกับทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์.....หรือการที่ควรจะยกใจให้สูงขึ้น มีสติ สมาธิ ปัญญาให้มากขึ้น มีกิเลสลดน้อยลง เป็นใจที่ดีงาม สงบสุข เบิกบาน แจ่มใส.....แต่มันก็เพียงการเรียนรู้ที่ผ่านๆปากครูที่ความรู้น้อยไป.....ที่ผ่านๆหูนักเรียนที่ไม่ได้สนใจมากกว่าต้องการคะแนนให้สอบผ่านไป.....สอนกันเรียนกันจบกันแล้วก็ลืมกันไป.....เพราะไม่มีแรงดาลใจ... ไม่มีสิ่งใดมาคอยกำหนด มากระตุ้น คอยควบคุมบังคับกาย วาจา ใจ ให้ รำงับสำรวม สงบ ให้ฝึกเจริญธรรมเพิ่มพูนสติ สมาธิ ปัญญา.....ก็เลยปล่อยเลยตามเลยอยู่กันไปวันๆหนึ่งไม่มีจุดมุ่งหมายทางใจ ทางธรรม ใจจึงตกต่ำลงตามธรรมชาติ.....ความรู้ทางธรรมที่เคยเรียนณุ้มาบ้างก็นำมาใช้ไม่ได้ ก็ลืมหมด ก็ไม่มีประโยชน์
(๑๙) ประเทศไทยที่สภาพสังคมมีศีลธรรม จริยธรรม ต่ำลงเรื่อยจนมีอาการไม่ดีในทุกๆด้านโดยเริ่มตั้งแต่ปัญหาหลากหลายทุกแง่มุมของเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องคอยตามแก้กันไม่ทัน ทั้งทำโครงการรณณรงค์ ทั้งสรรหามาตรการต่างๆและ ออกกฎหมายแก้ไข.....ซึ่งมันเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ได้ผลดี.....จึงต้องตามแก้ไขกันไปเรื่อยๆกลายเป็นปัญหาดินพอกหางหมู... เมื่อเยาวชนเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ด้อยคุณภาพสร้างปัญหาให้สังคมประเทศชาติเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อไปเหมือนเช่นทุกวันนี้
การแก้ปัญหา ด้านศีลธรรม จริยธรรม สติปัญญาในทางธรรมของคนไทยที่เสื่อมโทรมลง อันเป็นต้นตอรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง ซึ่งเสนอให้แก้ที่ต้นเหตุ โดยใช้วิธีการแก้ที่ระบบการศึกษาซึ่งสามารถบังคับให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษาต้องรับการอบรมฝึกปฏิบัติ ได้ ...และคงเป็นวิธีเดียวที่สามารถบังคับได้ และคิดว่าเมื่อเริ่มต้นเรียนได้ระยะหนึ่งหากการสอนได้ผลแล้ว ต่อไปผู้เรียนจะผู้ชื่นชอบในการเรียนเองโดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ..... เพราะธรรมชาติของใจที่ใฝ่ดีจะเริ่มปรากฏขึ้น และจะช่วยพัฒนา IQ และ EQ ด้วย
การแก้ด้วยระบบการศึกษาแห่งชาติโดยการเพิ่มหลักสูตรวิชา “ พระศาสนาภาคปฏิบัติ “ ตามที่กล่าวมานั้นย่อมจะมีปัญหาในการดำเนินการอยู่บ้างเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติของการจัดทำโครงการงานขนาดใหญ่ดีๆเกียวกับพระศาสนา ชาติบ้านเมือง มักจะมีทั้งผู้หวังดี หวังร้ายเข้ามาพัวพัน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความกล้าหาญในการเริ่มต้นโครงการให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยปรับปรุงแก้ไขพัฒนาต่อไป.....สำหรับความเป็นไปได้ของความสำเร็จของโครงการนั้นพิจารณาแล้วไม่น่าเป็นเรื่องยาก.....ถ้าต้องการเสียงสนับสนุนก็ให้ทำประชาพิจารณ์ดูก็ได้
หมายเหตุ
1) เอกสารชุดนี้ตั้งใจทำเป็นกึ่งเอกสารนำเสนอ กึ่งเอกสารบรรยายทางวิชาการ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระศาสนาที่เข้าใจยาก ต้องอธิบายด้วยเหตุและผลพอสมควรและต้องการให้มีเนื้อหาความรู้ใช้ประกอบการพิจารณาดว้ย.
2) เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับหลายพระศาสนา เนื้อหาของเรื่องจึงแสดงให้เป็นกลางๆ และพยายามไม่ใช้คำ ใช้ศัพท์เทคนิคของศาสนาใด คือใช้คำศัพท์ธรรมดาทั่วๆไป
โดย สมมาตร์ พรนที
18 ม.ค. 2554
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙
คุณภาพของปชช.ทุกๆด้านต้องเริ่มจากคุณภาพของจิตซึ่งมาจากการฝึกอบรมปฏิบัติพระศาสนา อันจะช่วยพัฒนา EQ และ IQ ตามที่สถาบันระดับโลกให้การรับรองโดยการทดสอบทางวิทยาศาตร์
ตอบลบดี good
ตอบลบ